บทคัดย่อ
ตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จทางสาธารณสุขในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัดเป็นรูปธรรม คือการพบว่า การเสริมกรดโฟลิกในสตรีอย่างน้อย 1 เดือนก่อนปฏิสนธิไปจนสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ สามารถลดความพิการแต่กำเนิดหลายชนิดลงได้ หน่วยงานทางสาธารณสุขในประเทศตะวันตกได้ออกคำแนะนำมากว่า 15 ปีแล้วว่า หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ควรรับประทานกรดโฟลิกอย่างน้อย 0.4 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อลดโอกาสที่บุตรจะมีความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาท
ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษาที่เชื่อได้ว่าการเสริมกรดโฟลิกในสตรีในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม จะสามารถลดความพิการแต่กำเนิดลงได้ แต่ก็ยังไม่มีข้อแนะนำเรื่องกรดโฟลิกออกมาจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ประชาชนชาวไทยก็ยังมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก เพื่อให้อุบัติการณ์การเกิดความพิการแต่กำเนิดลดลง ผู้นิพนธ์มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้:
- ควรมีการรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการเสริมกรดโฟลิกซึ่งสามารถลดความพิการแต่กำเนิดหลายชนิดลงได้ โดยแนะนำให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ควรรับประทานกรดโฟลิกอย่างน้อย 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างต่อเนื่อง
- วิธีการเสริมกรดโฟลิกทำได้ 3 วิธีหลัก คือ แนะนำอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง (folate rich foods), แนะนำให้รับประทานกรดโฟลิกเม็ดหรือไวตามินรวมที่มีกรดโฟลิกอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์ไปจนจบไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (folate supplementation), และการเสริมกรดโฟลิกลงในอาหารหลัก (folate fortified foods) เช่นข้าว เป็นต้น
บทนำ
ทารกแรกเกิด 100 คนในทุกประเทศที่เคยมีการศึกษา จะมีผู้ที่มีความพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรงอยู่ 2 ถึง 4 คน โดยสาเหตุของความพิการแต่กำเนิดเหล่านี้มีได้หลากหลาย ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
สารพันธุกรรมกำหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิต และการที่สารพันธุกรรมแตกต่างกันทำให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีลักษณะต่างกัน นอกจากนี้แม้แต่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่างของสารพันธุกรรม โดยในมนุษย์จะมีความแตกต่างของสารพันธุกรรมระหว่างคนสองคนประมาณ ร้อยละ 0.1 ความแตกต่างของสารพันธุกรรมนี้ทำให้มนุษย์แต่ละคนมีลักษณะต่างกัน ทั้งลักษณะทั่วไป เช่นรูปร่าง หน้าตา ความสูง ความไวและความทนของกล้ามเนื้อ ความฉลาด และอุปนิสัย นอกจากนี้ความแตกต่างของสารพันธุกรรมยังทำให้โอกาสที่มนุษย์แต่ละคนจะเกิดโรคต่างกัน แม้ว่าจะได้รับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน เช่น คนสองคนสูบบุหรี่เท่ากัน แต่เนื่องจากความหลากหลายทางพันธุกรรมทำให้โอกาสเกิดมะเร็งปอดต่างกัน
โครงการศึกษาจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) ซึ่งเป็นโครงการทางชีววิทยาที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อศึกษาการเรียงลำดับ เบส (nucleotide) ของจีโนมมนุษย์ ได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อไม่นานมานี้ โรคของมนุษย์เกือบทุกโรคมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมไม่มากก็น้อยร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เป็นที่ทราบกันอย่างแน่ชัดว่าลักษณะทางคลินิกของโรคที่มีการถ่ายทอดแบบยีนเดี่ยว เช่น thalassemia ขึ้นกับปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นอย่างมาก แต่โรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน มะเร็ง รวมทั้งลักษณะนิสัยมีส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางพันธุกรรมด้วย
การทราบลำดับ nucleotide ในจีโนมมนุษย์จะทำให้การค้นพบยีนทั้งที่ก่อโรค (disease causing genes) และที่เพิ่มแนวโน้มการเกิดโรค (susceptibility genes) เร็วขึ้นมาก โครงการศึกษาจีโนมมนุษย์และการค้นพบยีนก่อโรคเริ่มส่งผลถึงการแพทย์ในปัจจุบันแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการวินิจฉัยและการป้องกันโรค ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเป็นรูปธรรม คือการค้นพบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนที่ควบคุมระดับกรดโฟลิกในมารดามีความสัมพันธ์กับการเกิดความพิการแต่กำเนิดของทารก และการให้กรดโฟลิกเสริมในช่วงเวลาที่เหมาะสมสามารถลดความพิการแต่กำเนิดหลายชนิดลงได้
หลักฐานว่ากรดโฟลิกช่วยลดความพิการแต่กำเนิด
2.1 การศึกษาในต่างประเทศ ช่วงก่อนปี ค.ศ. 1992
ในปี ค.ศ. 1973 เริ่มมีการศึกษาที่สังเกตว่าการขาดกรดโฟลิกซึ่งเป็นไวตามินบีตัวหนึ่งเกี่ยวข้องกับความพิการแต่กำเนิด [1] ต่อมามีการศึกษาที่บ่งชี้ว่าการเสริมกรดโฟลิกก่อนการปฏิสนธิและตลอดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (ช่วงระหว่างปฏิสนธิ) สามารถลดอุบัติการณ์ของความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาท ชนิดหลอดประสาทไม่ปิด โดยมีทั้งการศึกษาชนิด randomized controlled trials [2, 3], nonrandomized controlled trials [4, 5] และ observational studies [6-9]
โดยการศึกษาที่มีการวางแผนการศึกษาดีที่สุดเป็นการศึกษาแบบ randomized controlled trial ที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก British Medical Research Council (MRC) [3] การศึกษานี้พบว่าการให้กรดโฟลิกเสริมในขนาดสูง (4 มิลลิกรัมต่อวัน) ในหญิงที่เคยมีบุตรเป็นโรคความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทจะทำให้บุตรคนต่อไปมีโอกาสเป็นโรคกลุ่มนี้ซ้ำลดลงถึงร้อยละ 70 นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังบ่งว่าการเสริมไวตามินอื่น นอกจากกรดโฟลิก 4 มิลลิกรัม ไม่ได้ช่วยลดโอกาสการเกิดซ้ำของโรคลงมากขึ้น การศึกษาอื่นที่ให้ไวตามินรวมที่มีกรดโฟลิกไม่น้อยกว่า 0.4 มิลลิกรัมพบว่าสามารถลดโอกาสการเกิดโรคความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทได้ [4-9]
2.2 การศึกษาในต่างประเทศ ช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา
ในปี ค.ศ. 1992 Centers for Disease Control และ Public Health Service ประเทศสหรัฐอเมริกา (US CDC และ PHS) ออกคำแนะนำว่า หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ควรรับประทานกรดโฟลิก 0.4 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อลดโอกาสที่บุตรจะมีความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาท [10]
ในปี ค.ศ. 1999 มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับกรดโฟลิกและความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทซึ่งทำในประชากรจำนวนมากกว่า 240,000 ครอบครัว ในประเทศจีน การศึกษาดังกล่าวยืนยันว่า การเสริมกรดโฟลิกสามารถลดโอกาสการเกิดและการเกิดซ้ำความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทได้ถึงร้อยละ 70 [6] การพบว่าการเสริมกรดโฟลิกในช่วงระหว่างปฏิสนธิสามารถลดโอกาสเสี่ยงของความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทนับเป็นความก้าวหน้าทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลก [11]
การเสริมกรดโฟลิกในช่วงระหว่างปฏิสนธิด้วยขนาด 0.4 มิลลิกรัม นอกจากจะลดโอกาสการเกิดความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทแล้ว ยังสามารถลดโอกาสการเกิดปากแหว่งลงไปได้ประมาณ 1 ใน 3 [12] ลดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดลงไปได้ร้อยละ 25-50 [13, 14] ลดความผิดปกติของแขนขาลงไปได้ประมาณร้อยละ 50 [13] และยังลดความพิการของระบบทางเดินปัสสาวะ [13] และโรคไม่มีรูทวารหนัก (imperforate anus) [15] โดยรวมแล้วการเสริมไวตามินที่มีกรดโฟลิกสามารถลดความพิการแต่กำเนิดลงไปได้ร้อยละ 20 – 50 [14]
การเสริมกรดโฟลิกในสตรีวัยเจริญพันธุ์ นอกจากจะมีประโยชน์ในการลดความพิการแต่กำเนิดในบุตร การเสริมกรดโฟลิกยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น โดยช่วยลดระดับ homocysteine และลดโอกาสการเกิดโรคของหลอดเลือดและหัวใจ [16, 17] โดยมีรายงานว่าการเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยลดจำนวนผู้ที่ต้องเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 50,000 คนต่อปี [17]
2.3 การศึกษาในประเทศไทย
คณะวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำการศึกษาความพิการแต่กำเนิดรวมทั้งโรคปากแหว่งเพดานโหว่มาเป็นเวลานาน พบว่าโรคดังกล่าวมีสาเหตุจากทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน [18-24] โดยองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทางสาธารณสุขเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับกรดโฟลิก ดังนี้
ผู้นิพนธ์พบว่า คนไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดโฟลิก ทำให้โอกาสเสี่ยงที่บุตรจะเกิดโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ต่างกัน กล่าวคือ หญิงไทยทั่วไปจะมี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ปกติ สร้างเอ็นไซม์ที่ทำงานได้เต็มที่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะมีความแตกต่างของสารพันธุกรรม ทำให้เอ็นไซม์ที่สร้างขึ้นทำงานได้ลดลง ซึ่งทำให้ระดับกรดโฟลิกในเลือดของผู้หญิงกลุ่มที่สองนี้ต่ำกว่ากลุ่มแรก อย่างไรก็ตาม ระดับกรดโฟลิกที่ต่ำลงนี้ยังเป็นระดับที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในผู้หญิงคนนั้น แต่เมื่อหญิงนั้นตั้งครรภ์ ระดับกรดโฟลิกของทารกในครรภ์ซึ่งสัมพันธ์กับระดับกรดโฟลิกของมารดาจะไม่เพียงพอต่อการสร้างและการเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆ ของทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดขึ้น โดยโอกาสเกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่สูงขึ้นถึงกว่า 4 เท่า [25]
ข้อแนะนำขององค์กรต่าง ๆ ในต่างประเทศ เกี่ยวกับกรดโฟลิก
3.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา
การเกิดความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือนแรกหลังการปฏิสนธิ ดังนั้น ช่วงเวลาการเสริมกรดโฟลิกให้ได้ผล ต้องให้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนปฏิสนธิไปจนสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (เรียกว่าช่วงระหว่างการปฏิสนธิ) เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่นั้นยังไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย พบว่ามากกว่าครึ่งของการตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน [26, 27] ดังนั้น การแนะนำให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์รับประทานกรดโฟลิก 0.4 มิลลิกรัมทุกวันอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงระยะเวลาที่มีโอกาสตั้งครรภ์น่าจะให้ประโยชน์สูงสุด
US CDC และ PHS ออกคำแนะนำว่า หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ควรรับประทานกรดโฟลิก 0.4 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อลดโอกาสที่บุตรจะมีความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาท [10] อย่างไรก็ตามในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าการให้กรดโฟลิกในขนาดสูงจะมีผลข้างเคียงใดหรือไม่ จึงแนะนำไม่ให้รับประทานมากกว่า 1 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ US PHS คาดหวังว่าจะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยโรคความพิการแต่กำเนิดของหลอดประสาทลงได้ร้อยละ 50
US PHS ได้เสนอแนวทางปฏิบัติไว้ 3 แนวทาง เพื่อให้ประชากรได้รับกรดโฟลิกในขนาดที่ต้องการ:
- ปรับปรุงลักษณะนิสัยการรับประทานอาหาร (folate rich foods) โดยให้รับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิกมากขึ้นจนได้กรดโฟลิกอย่างน้อย 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน
- เสริมกรดโฟลิกในอาหาร (folate fortified foods) US Food and Drug Administration บังคับ (mandate) ให้ผลิตภัณฑ์ธัญพืช (cereal grain products) ซึ่งเป็นอาหารหลัก ต้องเสริมกรดโฟลิก [28]
- รับประทานกรดโฟลิกเสริมโดยตรง (folate supplementation)
3.2 ประเทศคานาดา
แนะนำให้ผู้หญิงรับประทานกรดโฟลิก 0.8 มิลลิกรัมทุกวันอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงระยะเวลาที่มีโอกาสตั้งครรภ์ [29]
3.3 ประเทศในยุโรป
แนะนำให้ผู้หญิงรับประทานกรดโฟลิก 0.35 มิลลิกรัมทุกวันอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงระยะเวลาที่มีโอกาสตั้งครรภ์ [30]
3.4 ประเทศเดนมาร์ค
แนะนำให้ผู้หญิงรับประทานกรดโฟลิก 0.4 มิลลิกรัมทุกวันอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงระยะเวลาที่มีโอกาสตั้งครรภ์ [31]
ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการรับประทานกรดโฟลิก
แม้ว่าองค์กรต่าง ๆ ในประเทศตะวันตกจะออกข้อแนะนำเกี่ยวกับกรดโฟลิกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 และมีการรณรงค์เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ประชากรในประเทศเหล่านั้นมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นมาก หลายรายงานพบว่าประชากรมีความรู้มากกว่าร้อยละ 80 [32] แต่การรับประทานกรดโฟลิกเสริมตามคำแนะนำก็ยังมีไม่ถึงครึ่ง [32-37]
ตัวอย่างที่สำคัญคือประเทศสหรัฐอเมริกา โดยแม้ว่าสหรัฐจะออกคำแนะนำมาตั้งแต่ปี 1992 แต่ก็ยังพบว่าประชากรส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับกรดโฟลิกเพิ่ม ทำให้โรคความพิการแต่กำเนิดลดไปเพียงร้อยละ 26 จนกระทั่งในปี 2004 ที่มีการเพิ่มที่สำคัญ พบว่า ร้อยละ 40 ของประชากรหญิงอายุ 18-45 ปี รับประทานกรดโฟลิกเพิ่ม [28] ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ที่รับประทานกรดโฟลิกตามคำแนะนำมีจำนวนไม่มากเท่าที่ควร คือ การไม่ได้วางแผนที่จะตั้งครรภ์หรือการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ จึงไม่ได้รับประทานกรดโฟลิกเม็ด ดังนั้นแม้ว่าการรณรงค์ให้ประชากรมีความรู้เกี่ยวกับกรดโฟลิกจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่เพียงพอ การเสริมกรดโฟลิกลงไปในอาหารจึงเป็นวิธีอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ
ข้อแนะนำสำหรับประชากรไทย
5.1 การรณรงค์ให้ความรู้เรื่องกรดโฟลิก การให้อาหารที่มีกรดโฟลิกสูง (folate rich diets หรือ folic acid supplements)
คนไทยได้รับกรดโฟลิกเฉลี่ย 0.1 มิลลิกรัมต่อวันจากอาหารที่รับประทาน (personal communication กับกรมอนามัย) โดยกรดโฟลิกมีมากในตับ ถั่ว ส้มและผักใบเขียว [38]
การศึกษาเกี่ยวกับความรู้และพฤติกรรมการรับประทานกรดโฟลิกในช่วง 1 เดือนก่อนการปฏิสนธิและช่วงระหว่างการปฏิสนธิ ของหญิงไทยที่ตั้งครรภ์ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 จำนวน 500 รายและบุคลากรด้านการแพทย์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์อีก 500 ราย พบว่า หญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 23.5 มีความรู้ว่าการรับประทานกรดโฟลิกสามารถลดความพิการแต่กำเนิดได้ ร้อยละ 3.4 ทราบว่าควรรับประทานกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ แต่มีเพียงร้อยละ 0.3 ที่รับประทานกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ สำหรับบุคลากรด้านการแพทย์ ร้อยละ 84.4 มีความรู้ว่าการรับประทานกรดโฟลิกสามารถลดความพิการแต่กำเนิดได้ ร้อยละ 40 ทราบว่าควรรับประทานกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ และร้อยละ 14.8 รับประทานกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ การศึกษานี้บ่งชี้ว่าควรมีการดำเนินการรณรงค์ให้ความรู้ ร่วมกับการเสริมกรดโฟลิกในอาหารให้กับประชากรไทยอย่างเร่งด่วน [39]
การศึกษาระดับกรดโฟลิกในคนไทย พบว่าระดับกรดโฟลิกในเลือดมีปริมาณต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หญิงไทยเสี่ยงที่จะมีบุตรมีความพิการแต่กำเนิด [40] ในประเทศไทยมีกรดโฟลิกเม็ดขนาด 5 มิลลิกรัม และมีไวตามินรวมที่มีกรดโฟลิกขนาด 0.2 – 0.8 มิลลิกรัม ราคาของกรดโฟลิกเม็ด ขนาดเม็ดละ 5 มิลลิกรัม คือ 0.6 บาท
5.2 การเสริมกรดโฟลิกในอาหาร (folate fortified foods)
การศึกษาความเสถียรของกรดโฟลิกในกรณีที่เสริมในข้าว พบว่า กรดโฟลิกทนต่อการต้มที่อุณหภูมิและเวลาที่ใช้โดยทั่วไปในการหุงข้าว (ต้มจนเดือดเป็นเวลา 30 นาที โดยใช้น้ำปริมาณ 3 เท่าของข้าวและไม่ซาวน้ำ) และทำให้ระดับกรดโฟลิกในเลือดของอาสาสมัครที่รับประทานข้าวเสริมกรดโฟลิกมีปริมาณกรดโฟลิกในเลือดเพิ่มขึ้นได้ การศึกษายังพบอีกว่า การเสริมกรดโฟลิกในข้าวได้ผลดีเท่ากับการเสริมในข้าวโพด และดีกว่าการเสริมในขนมปังที่ต้องนำไปอบ [41]
การศึกษาถึงความคุ้มทุนของการเสริมกรดโฟลิกลงไปในอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าเสริมกรดโฟลิก 0.35 มิลลิกรัมลงในข้าว 100 กรัม จะได้ประโยชน์ คิดเป็นตัวเงิน 252 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ benefit-to-cost ratio 6.1:1 [42]
โทษของการได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่มากเกินความต้องการ
กรดโฟลิกเป็นไวตามินบีตัวหนึ่งซึ่งละลายน้ำได้ดี ส่วนที่รับประทานเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว ผลของการรับประทานกรดโฟลิกปริมาณมาก ยังไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ในผู้ป่วยที่ขาดไวตามินบี 12 นั้น การรับประทานกรดโฟลิกปริมาณมากจะทำให้วินิจฉัยโรคขาดไวตามินบี 12 ได้ยากขึ้น ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งของการเสริมไวตามิน คือต้องระวังไม่ให้รับประทานไวตามินรวมที่มีไวตามินเออยู่ด้วยมากเกินไป เนื่องจากไวตามินเอปริมาณสูงอาจทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
สรุป
การศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของการเสริมกรดโฟลิก ในสตรีอย่างน้อย 1 เดือนก่อนปฏิสนธิไปจนสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่า การรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณที่แนะนำ จะไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่มีความพิการแต่กำเนิดจนหมดไปได้ หลายประเทศได้มีการรณรงค์ ให้ความรู้แก่ประชาชน และนำไปสู่การปฏิบัติจริง รวมทั้ง มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชากร แสดงให้เห็นถึงความพยายามจนนำไปสู่ความสำเร็จระดับหนึ่งทางด้านสาธารณสุขในการส่งเสริมให้ประชากรโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับประเทศไทย องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเริ่มเห็นความสำคัญ และเป็นที่เชื่อมั่นว่า อุบัติการณ์การเกิดความพิการแต่กำเนิดสามารถลดลงได้ ถ้าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคนร่วมมือกัน รณรงค์การเสริมกรดโฟลิกในประชากรไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
กิตติกรรมประกาศ
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
เอกสารอ้างอิง
- Speidel BD. Folic acid deficiency and congenital malformation. Dev Med Child Neurol 1973;15(1):81-3.
- Laurence KM, James N, Miller MH, Tennant GB, Campbell H. Double-blind randomised controlled trial of folate treatment before conception to prevent recurrence of neural-tube defects. Br Med J (Clin Res Ed) 1981;282(6275):1509-11.
- Prevention of neural tube defects: results of the Medical Research Council Vitamin Study. MRC Vitamin Study Research Group. Lancet 1991;338(8760):131-7.
- Smithells RW, Nevin NC, Seller MJ, Sheppard S, Harris R, Read AP, Fielding DW, Walker S, Schorah CJ, Wild J. Further experience of vitamin supplementation for prevention of neural tube defect recurrences. Lancet 1983;1(8332):1027-31.
- Vergel RG, Sanchez LR, Heredero BL, Rodriguez PL, Martinez AJ. Primary prevention of neural tube defects with folic acid supplementation: Cuban experience. Prenat Diagn 1990;10(3):149-52.
- Berry RJ, Li Z, Erickson JD, Li S, Moore CA, Wang H, Mulinare J, Zhao P, Wong LY, Gindler J, Hong SX, Correa A. Prevention of neural-tube defects with folic acid in China. China-U.S. Collaborative Project for Neural Tube Defect Prevention. N Engl J Med 1999;341(20):1485-90.
- Bower C, Stanley FJ. Dietary folate as a risk factor for neural-tube defects: evidence from a case-control study in Western Australia. Med J Aust 1989;150(11):613-9.
- Mills JL, Kirke PN, Molloy AM, Burke H, Conley MR, Lee YJ, Mayne PD, Weir DG, Scott JM. Methylenetetrahydrofolate reductase thermolabile variant and oral clefts. Am J Med Genet 1999;86(1):71-4.
- Milunsky A, Jick H, Jick SS, Bruell CL, MacLaughlin DS, Rothman KJ, Willett W. Multivitamin/folic acid supplementation in early pregnancy reduces the prevalence of neural tube defects. Jama 1989;262(20):2847-52.
- Richards CG. Frontoethmoidal meningoencephalocele: a common and severe congenital abnormality in South East Asia. Arch Dis Child 1992;67(6):717-9.
- Botto LD, Moore CA, Khoury MJ, Erickson JD. Neural-tube defects. N Engl J Med 1999;341(20):1509-19.
- Wilcox AJ, Lie RT, Solvoll K, Taylor J, McConnaughey DR, Abyholm F, Vindenes H, Vollset SE, Drevon CA. Folic acid supplements and risk of facial clefts: national population based case-control study. Bmj 2007;334(7591):464.
- Czeizel AE. Periconceptional folic acid containing multivitamin supplementation. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 1998;78(2):151-61.
- Botto LD, Olney RS, Erickson JD. Vitamin supplements and the risk for congenital anomalies other than neural tube defects. Am J Med Genet C Semin Med Genet 2004;125(1):12-21.
- Myers MF, Li S, Correa-Villasenor A, Li Z, Moore CA, Hong SX, Berry RJ. Folic acid supplementation and risk for imperforate anus in China. Am J Epidemiol 2001;154(11):1051-6.
- Scheuerle J, Guilford AM, Habal MB, Abdoney M, Boothby R, Frans N, Ford C, Constantine J. Cleft palate: modern technology and neuroscience merge. J Craniofac Surg 2000;11(1):66-70.
- Oakley GP, Jr. Prevention of neural-tube defects. N Engl J Med 1999;341(20):1546.
- Shotelersuk V, Srichomthong C, Yoshiura K, Niikawa N. A novel mutation, 1234del(C), of the IRF6 in a Thai family with Van der Woude syndrome. Int J Mol Med 2003;11(4):505-7.
- Shotelersuk V, Janklat S, Siriwan P, Tongkobpetch S. De novo missense mutation, S541Y, in the p63 gene underlying Rapp-Hodgkin ectodermal dysplasia syndrome. Clin Exp Dermatol 2005;30(3):282-5.
- Tongkobpetch S, Siriwan P, Shotelersuk V. MSX1 mutations contribute to nonsyndromic cleft lip in a Thai population. J Hum Genet 2006;51(8):671-6.
- Leoyklang P, Siriwan P, Shotelersuk V. A mutation of the p63 gene in non-syndromic cleft lip. J Med Genet 2006;43(6):e28.
- Shotelersuk V, Siriwan P, Ausavarat S. A novel mutation in EFNB1, probably with a dominant negative effect, underlying craniofrontonasal syndrome. Cleft Palate Craniofac J 2006;43(2):152-4.
- Srichomthong C, Siriwan P, Shotelersuk V. Significant association between IRF6 820G->A and non-syndromic cleft lip with or without cleft palate in the Thai population. J Med Genet 2005;42(7):e46.
- Leoyklang P, Suphapeetiporn K, Siriwan P, Desudchit T, Chaowanapanja P, Gahl WA, Shotelersuk V. Heterozygous nonsense mutation SATB2 associated with cleft palate, osteoporosis, and cognitive defects. Hum Mutat 2007;28(7):732-738.
- Shotelersuk V, Ittiwut C, Siriwan P, Angspatt A. Maternal 677CT/1298AC genotype of the MTHFR gene as a risk factor for cleft lip. J Med Genet 2003;40(5):e64.
- Grimes DA. Unplanned pregnancies in the United States. Obstet Gynecol 1986;67(3):438-42.
- Nawapun K, Phupong V. Awareness of the benefits of folic acid and prevalence of the use of folic acid supplements to prevent neural tube defects among Thai women. Arch Gynecol Obstet 2006.
- Use of vitamins containing folic acid among women of childbearing age--United States, 2004. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2004;53(36):847-50.
- Van Allen MI, Fraser FC, Dallaire L, Allanson J, McLeod DR, Andermann E, Friedman JM. Recommendations on the use of folic acid supplementation to prevent the recurrence of neural tube defects. Clinical Teratology Committee, Canadian College of Medical Geneticists. Cmaj 1993;149(9):1239-43.
- de Bree A, van Dusseldorp M, Brouwer IA, van het Hof KH, Steegers-Theunissen RP. Folate intake in Europe: recommended, actual and desired intake. Eur J Clin Nutr 1997;51(10):643-60.
- Rasmussen LB, Andersen NL, Andersson G, Lange AP, Rasmussen K, Skak-Iversen L, Skovby F, Ovesen L. Folate and neural tube defects. Recommendations from a Danish working group. Dan Med Bull 1998;45(2):213-7.
- Amitai Y, Fisher N, Haringman M, Meiraz H, Baram N, Leventhal A. Increased awareness, knowledge and utilization of preconceptional folic acid in Israel following a national campaign. Prev Med 2004;39(4):731-7.
- Hazelwood S, Shotelersuk V, Wildenberg SC, Chen D, Iwata F, Kaiser-Kupfer MI, White JG, King RA, Gahl WA. Evidence for locus heterogeneity in Puerto Ricans with Hermansky-Pudlak syndrome. Am J Hum Genet 1997;61(5):1088-94.
- Sayers G, Scallan E, McDonnell R, Johnson Z. Knowledge and use of peri-conceptional folic acid among antenatal patients. Ir Med J 1997;90(6):236-8.
- Sayers GM, Hughes N, Scallan E, Johnson Z. A survey of knowledge and use of folic acid among women of child-bearing age in Dublin. J Public Health Med 1997;19(3):328-32.
- Morin P, De Wals P, Noiseux M, Niyonsenga T, St-Cyr-Tribble D, Tremblay C. Pregnancy planning and folic acid supplement use: results from a survey in Quebec. Prev Med 2002;35(2):143-9.
- Abdulrazzaq YM, Al-Gazali LI, Bener A, Hossein M, Verghese M, Dawodu A, Padmanabhan R. Folic acid awareness and intake survey in the United Arab Emirates. Reprod Toxicol 2003;17(2):171-6.
- Perez-escamilla R. Folic acid supplementation for the prevention of neural tube defects. Should it be a priority for developing countries? [letter]. SCN News 1997(15):34-5.
- Vilaiphan P, Suphapeetiporn K, Phupong V, Shotelersuk V. An exceptionally low percentage of Thai expectant mothers and medical personnel with folic acid knowledge and peri-conceptional consumption urges an urgent education program and/or food fortification. Int J Food Sci Nutri (In press) 2007.
- Sirikulchayanonta C, Madjupa K, Chongsuwat R, Pandii W. Do Thai women of child bearing age need pre-conceptional supplementation of dietary folate? Asia Pac J Clin Nutr 2004;13(1):69-73.
- Colman N, Green R, Metz J. Prevention of folate deficiency by food fortification. II. Absorption of folic acid from fortified staple foods. Am J Clin Nutr 1975;28(5):459-64.
- Romano PS, Waitzman NJ, Scheffler RM, Pi RD. Folic acid fortification of grain: an economic analysis. Am J Public Health 1995;85(5):667-76.