บทคัดย่อ

การประชุมประจำปี 2559

คลิ๊กเรื่องที่สนใจ เพื่อแสดงบทคัดย่อจากวิทยากร

รศ.(พิเศษ) ทพญ. สมใจ สาตราวาหะ

ในปี พ.ศ. 2545 สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทยและมูลนิธิทันตกรรมจัดฟันแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งโครงการ Complete CLP’s Live ขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ต่อมาระหว่างปี พ.ศ. 2548 - 2553 ได้เข้าร่วมทำงานในโครงการ “ยิ้มสวย เสียงใส” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยร่วมกับสภากาชาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งสมาคมชมรมวิชาชีพทางการแพทย์และทันตแพทย์ที่เกี่ยวข้องในการให้การรักษา โดยมุ่งหวังที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้สามารถทำได้แบบองค์รวมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น มีการขึ้นทะเบียนติดตามนำผู้ป่วยมารับการรักษาตั้งแต่แรกเกิดโดยสภากาชาดไทย ติดตามดูแลตามระยะของการพัฒนาการของการเจริญเติบโตของผู้ป่วย โครงการนี้ได้รวมเอาบุคคลากรทางแพทย์ที่มีส่วนสำคัญในให้การรักษามาทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน ส่งเสริมให้มีการพัฒนาความรู้รวมทั้งเทคนิคในการรักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย ในส่วนของสมาคมทันตแพทย์จัดฟันฯและมูลนิธิทันตกรรมจัดฟันฯได้เน้นจัดการในเรื่องให้การอบรมบุคคลากรคือจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับทันตแพทย์และทันตแพทย์จัดฟันที่สนใจมีใจเมตตาที่จะให้ความช่วยเหลือให้การรักษาเด็กที่เกิดมามีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เรื่อง “การใช้เพดานเทียมในเด็กแรกเกิดที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่” โดยได้จัดให้มีการปฏิบัติงานจริงในผู้ป่วยเพื่อก่อให้เกิดประสบการณ์ตรงในการให้บริการ สามารถให้คำแนะนำในการรักษาแก่ผู้ปกครอง สามารถส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานพยาบาลที่เหมาะสมต่อไปได้ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวได้ทำไป 10 แห่งทั่วประเทศไทย ทั้งภาคกลาง เหนือ ใต้ อีสาน และ ภาคตะวันออก มีทันตแพทย์จัดฟันและทันตแพทย์ทั่วไปสนใจเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมากทำ ทำให้ได้พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการรักษาทางด้านทันตกรรมจัดฟันทั้งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง มีผลให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต

สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทยจึงได้จัดให้มีโครงการทันตกรรมจัดฟันสัญจรเพื่อให้การรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 โดยร่วมมือกับสภากาชาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยมุ่งจะส่งเสริมให้เกิดเป็นศุนย์ในการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่อยู่นอกสังกัดมหาวิทยาลัย ให้เป็นแบบอย่างในการตั้งศูนย์ฯ (Korat model) ในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขต่อไปในส่วนต่างๆของประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โครงการนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงจาก World Federation of Orthodontists ว่าเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่ดีงาม สำนึกถึงหน้าที่ต่อสังคมของทันตแพทย์จัดฟัน เป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการสัญจรไปให้บริการรักษาด้านทันตกรรมทันตกรรมจัดฟันช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความพิการประสบความลำบากในการดำรงชีวิตมาตั้งแต่เกิด

ดร. ศรีวิมล มโนเชี่ยวพินิจ

จากอดีตสู่ปัจจุบัน

สมาคมโสตสัมผัสวิทยาและการแก้ไขการพูดแห่งประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในโครงการ “ยิ้มสวย เสียงใส” เทิดพระเกียรติ ๕๐ พรรษา ระหว่างปี ๒๕๔๘ ถึง ๒๕๕๑ ด้านต่างๆดังนี้คือ

ปี ๒๕๔๘ ได้มีบทบาทในการให้การช่วยเหลือผู้ที่มีปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ที่มีปัญหาทางภาษา การพูด และการได้ยิน เริ่มจากการพัฒนาให้มีการจัดเก็บข้อมูลและลงทะเบียนผู้ป่วยที่มีปากแหว่งและ/หรืเพดานโหว่ ปี ๒๕๔๙ จัดทำแนวทางในการดูแลรักษาร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ ปี ๒๕๕๐ จัดทำแบบบันทึกการรักษา แก้ไข ติดตามผล การแก้ไขการพูด (ยสส ๕) จัดให้มีการลงทะเบียนและบริการแก้ไขการพูดแก่ผู้ป่วยรายใหม่ทั่งวประเทศ ๓๐๐ ราย

ปี ๒๕๕๑ จัดทำโครงการ “ประชุมเชิงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาทางภาษาและการพูดในผู้ที่มีปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่สำหรับนักแก้ไขการพูด จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อคัดกรองปัญหาของการพูดและการได้ยินในผู้ป่วย และจัดทำโครงทำค่ายฝึกพูดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ๔ ภาค

ปัจจุบันโครงการฯได้รับการสนับสนุน งบประมาณสนับสนุนปีละ 3850 บาทต่อรายต่อปีสำหรับค่าใช่จ่ายในการประเมิน ฝึกพูดและการตรวจการพูดจากสำนักงานหลักประกันแห่งชาติ

การพัฒนาต่ออย่างยั่งยืนในอนาคต

มีปัจจัยหลายด้านที่ควรคำนึงถึงเพื่อพัฒนาการดูแลด้านนี้ให้ดีขึ้นในอนาคต ได้แก่

  1. การใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างต่อเนื่อง
  2. การพัฒนาบุคลการวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
  3. การพัฒนาและขยายความรู้ นวัตกรรม ผลงานวิจัย ให้มีการใช้จริง
  4. การดูแลสิทธิและศักด์ศรีความเป็นคนของผู้รับบริการ (ผู้ที่มีปัญหาปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ ครอบครัว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโดยตรง) ให้ถูกต้องและเหมาะสมทั้งด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฏหมาย
  5. อื่นๆ เช่น การส่งต่อ การสร้างเครือข่าย

การุณย์ คุณติรานนท์
ประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สปสช.

ภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นปัญหาอุปสรรคในการเข้าสังคม ทำให้เกิดปมด้อย เป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม โครงการยิ้มสวยเสียงใสเกิดขึ้นภายใต้หลักการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและสมาคมต่างๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สภากาชาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย สมาคมศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชี่ยล ฯลฯ ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 และดำเนินการเรื่อยมาจนปัจจุบัน

เนื่องจากการดูแลเด็กที่ปากแหว่ง เพดานโหว่ เป็นการดูแลต่อเนื่อง ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั้งอายุ 18 ปี โดยความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จึงได้จัดทำโครงการนี้เป็นโครงการโรคเฉพาะ เพื่อให้เกิดการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ ทั้งในด้านการผ่าตัดเพื่อแก้ไขการผิดรูปของช่องปาก การจัดฟัน การฝึกพูด และอุปกรณ์ อวัยวะเทียมที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วย นอกจากนั้นทางสภากาชาดก็ได้ให้การสนับสนุนค่าเดินทางเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสมารับการรักษาพยาบาล แม้ผู้ป่วยจะอยู่ในที่ห่างไกล การเดินทางยากลำบาก แต่การสนับสนุนต่างๆเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลย ถ้าขาดการสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์ ที่ร่วมมือกันอย่างดียิ่ง เกิดการทำงานเป็นทีม รับช่วงการดูแลกันตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั้งอายุ 18 ปี

แม้การดำเนินการที่ผ่านมาจะทำให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่เข้าถึงบริการได้ดีระดับหนึ่ง แต่การจัดระบบบริการก็ยังมีโอกาสในการพัฒนาได้อีก เนื่องด้วยสถานพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ในด้านนี้ยังมีจำนวนจำกัดอยู่ การเพิ่มศักยภาพของระบบบริการจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและครอบคลุมในช่วงวัยที่เหมาะสม เพื่อท้ายที่สุดของการรักษา จะได้รับเด็กที่ยิ้มสวย เสียงใสกลับสู่สังคม เพื่อเป็นกำลัง เป็นอนาคตของชาติต่อไป

นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน

ช่วงอายุ : 3 – 5 เดือน

จะทำการผ่าตัดรักษาภาวะปากแหว่ง( Cheiloplasty) (with/without) และหรือแก้ไขจมูก(Primary CLN correction) โดยปกติ ระยะเวลาที่เด็กพร้อมจะรับการผ่าตัดจะยึดหลัก Rule of ten เพื่อความปลอดภัยของเด็กในการดมยาสลบและผ่าตัด ซึ่ง rule of 10 ประกอบด้วย อายุ 10 สัปดาห์น้ำหนัก 10 ปอนด์ และ ฮีโมโกบิล 10 กร้ม

ช่วงอายุ : 9 เดือน ถึง 18 เดือน

ช่วงอายุดังกล่าวเด็กจะมีพัฒนาการการพูด ทำให้มีความจำเป็นต้อง ผ่าตัดปิดเพดานโหว่ (Palatoplasty) เพื่อแก้ไขความพกพร่องด้าน anatomy ของอวัยวะที่ใช่ในการพูด

ในกรณี ที่เด็กได้มาเข้ารับการรักษาใกล้ช่วงเวลาผ่าตัด palatoplasty โดยที่ยังไม่เคยผ่าตัด cheiloplasty มาก่อน หรือผู้ปกครองเลือกที่จะผ่าตัดทั้ง ปากแหว่งและเพดานโหว่ พร้อมกัน ผู้แต่งก็จะผ่าตัดในช่วงอายุนี้โดยทำ Cheilopalatoplasty ( with/with out primary CLN correction) ซึ่งประกอบด้วยการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมความผิดปกติ 3 – 4 อย่างพร้อมกัน คือ (1) ปากแหว่ง(2)แก้ไขจมูก) (3) เพดานโหว่และ (4)soft tissue closure for alveolar cleft

ช่วงอายุ : 4 -5 ปี

ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการทำงานจะเรียกว่ามีภาวะ VPI (velopharyngeal insufficiency ) จะรักษาโดย

  1. การฝึกพูด ใช้สำหรับกรณีมีความผิดปกติไม่มากนัก
  2. การผ่าตัดทำ furlow palatoplasty ( author preference )
  3. การผ่าตัด ทำ Pharyngeal flap
  4. การผ่าตัดทำ Sphincteropharyngoplasty ( author preference )
  5. การใส่ Speed prosthesis

ช่วงอายุ : อายุ 8 ปี – 11 ปี

จัดฟัน เพื่อเตรียม Maxillary arch แล้วทำ Alveolar bone grafting

ช่วงอายุที่อวัยวะบนใบหน้าเจริญเติบโตเต็มที่ 18- 20 ปี

แก้ไขภาวะ Maxillary hypoplasia

หลังผ่าตัดกราม

จะพิจารณาผ่าตัด secondary cleft lip nose correction โดย opened rhinoplasty approach

รศ.นพ.ทพ. ธงชัย นันทนรานนท์
ภาควิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแมกซิลโลเฟเชียล
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่แบบสหสาขาวิชาชีพ (Multi-disciplinary Approach)เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ได้ผลการรักษาที่น่าพึ่งพอใจ โดยจะต้องมีการสอดประสานของการทำงานในแต่ละสาขาของการรักษาอย่างดี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์โดยรวมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ดีของแต่ละสาขาวิชาชีพควรจะมีการพัฒนาการรักษาของตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยใช้องค์ความรู้จากประสบการณ์ทางคลินิก และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาเทคนิคการรักษาที่ดียิ่งขึ้น สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญโดยเฉพาะการรักษาและบูรณะรอยวิการของเนื้อเยื่อแข็งและกระดูกในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ เช่น การปลูกถ่ายกระดูกเบ้ารากฟัน (alveolar cleft grafting) การผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของกระดูกขากรรไกร (orthognathic surgery) เป็นต้น

จากความร่วมมือกับศูนย์วิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูกกะโหลกศีรษะและใบหน้า คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Craniofacial Hard Tissue Engineering Center : CTEC-PSU) ได้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการสร้างโครงร่างและกระดูกทดแทนในรอยวิการของผู้ป่วยบริเวณเบ้ารากฟัน (alveolar cleft) เช่น การสังเคราะห์โครงร่างโพลีคาโปรแลคโตน-ไบเฟสิกแคลเซียมฟอสเฟตแบบหลอมและยืดเรียงหลายชั้น (Polycaprolactone-Biphasic Calcium Phosphate with modified melt and stretching multilayer deposition), การใช้กระดูกสังเคราะห์ชนิดไฮดรอกซีอะพาไทด์ (Bovine hydroxyapatite : HA1200) จากศูนย์โลหะวิทยาแห่งชาติผสมกับกระดูกผู้ป่วยเพื่อลดปริมาณกระดูกที่ต้องใช้, การศึกษาการใช้ไฟบรินของเกร็ดเลือดร่วมกับการปลูกกระดูกเพื่อส่งเสริมการหายและลดการละลายตัวของกระดูกปลูก (Evaluation of volume change in alveolar bone graft with platelet rich fibrin membrane and liquid PRF in cleft alveolus: clinical and radiographic assessment ), การศึกษาการใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันร่วมกับกระดูกปลูก (Application of fat-derived stem cells in combination with autogenous iliac bone graft in alveolar cleft grafting), การศึกษาการใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขกระดูกเข้มข้นร่วมกับกระดูกสังเคราะห์ในการสร้างกระดูกใหม่ในผู้ป่วย (Effect of bone marrow aspirate concentration and tricalcium phosphate on new bone formation in cleft alveolus) รวมถึงการศึกษาการใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากฟันร่วมกับโครงร่างกระดูกสังเคราะห์ในการสร้างกระดูก (Evaluation of new bone formation induced by combining human dental pulp stem cells and polycaprolactone-bipahsic calcium phosphate scaffold) ผลสำเร็จของศึกษาเหล่านี้ทำให้ลดความจำเป็นในการใช้กระดูกของผู้ป่วย ซึ่งจะลดความเจ็บปวดจากการผ่าตัดและระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลได้อย่างมาก

ในส่วนของการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของกระดูกขากรรไกร ได้มีการพัฒนาเทคนิคของการสร้างกระดูกด้วยวิธีดิสแทรกชันออสติโอเจนเนสิส (distraction osteogenesis) โดยผสมผสานความรู้ของการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร(orthognathic surgery) ที่มีอยู่เดิม ทำให้สามารถให้การรักษาในผู้ป่วยที่มีความวิการที่ซับซ้อนให้ได้ผลดี ลดการบาดเจ็บจากการผ่าตัดแบบเดิม และมีการคืนกลับ (relapse) ที่น้อยกว่า

ความร่วมมือในการรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกันการพัฒนาการรักษาของแต่ละสาขาโดยการใช้ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์จริงและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็เป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ในการพัฒนาการรักษาที่ดีที่สุดและมีผลเสียต่อผู้ป่วยน้อยที่สุด

Assist.Prof.Poonsak Pisek DDS, M.Sc. (Orthodontics)FRCDS (Orthodontics), M Ortho Orthodontics)

การดูแลรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และพิการของกะโหลกศีรษะและใบหน้า มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาฟื้นฟูสภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่เนื่องจากปัญหาของผู้ป่วยมีความผิดปกติหลากหลายมิติ การรักษาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเป็นที่ต้องได้รับความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วยและครอบครัว และเพื่อให้การรักษาได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติการรักษาควรเป็นลักษณะของทีมสหวิทยาการ(interdisciplinary team)

ในการนำเสนอในครั้งนี้จะกล่าวถึงบทบาททันตแพทย์จัดฟัน รวมถึงนำเสนอรายงานผู้ป่วยในการร่วมดูแลรักษาผู้ป่วยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงโตเป็นผู้ใหญ่

พญ.เพ็ญพรรณ บุญประสาทสุข

การเสริมสร้างศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ (Empowerment of Cleft Cares) มีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทีมงานแบบสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งหนึ่งในทีมงานประกอบด้วย โสต ศอ นาสิก แพทย์

เนื่องจากผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มักพบปัญหาเรื่องการสูญเสียการได้ยินแบบการนำเสียงบกพร่อง ซึ่งเกิดจากการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของ Eustachian’s tube ทำให้เกิดโรคน้ำในหูชั้นกลาง (Otitis media with effusion) หรือโรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)

ดังนั้นผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ จึงมีความจำเป็นต้องตรวจดูการทำงานของหูชั้นกลาง และตรวจการได้ยิน โดยโสต ศอ นาสิก แพทย์ เพี่อทำการวินิจฉัยและการรักษาด้วยยา หรือร่วมกับการผ่าตัดใส่ท่อปรับความสมดุลของความดันในหูชั้นกลาง ตลอดจนติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรต่อไป

ผศ.กาญจน์ลักษณ์ คันธพสุนทรา

ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กำเนิดที่มีผลกระทบทั้งต่อพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็ก การดูแลเด็กจึงต้องคำนึงถึงพัฒนาการภาษาและการพูดในแต่ละช่วงวัย และต้องดูแลอย่างต่อเนื่องโดยมีแนวทางดังนี้

  1. ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กำเนิดที่มีผลกระทบทั้งต่อพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็ก การดูแลเด็กจึงต้องคำนึงถึงพัฒนาการภาษาและการพูดในแต่ละช่วงวัย และต้องดูแลอย่างต่อเนื่องโดยมีแนวทางดังนี้
  2. เด็กที่มีปากแหว่งอย่างเดียวให้ติดตามพัฒนาการด้านภาษาและการพูดอย่างน้อยปีละครั้งจนอายุ 6 ปี
  3. การผ่าตัด ทำ Pharyngeal flap
  4. การผ่าตัดทำ Sphincteropharyngoplasty ( author preference )
  5. การใส่ Speed prosthesis

ช่วงอายุ : อายุ 8 ปี – 11 ปี

จัดฟัน เพื่อเตรียม Maxillary arch แล้วทำ Alveolar bone grafting

ช่วงอายุที่อวัยวะบนใบหน้าเจริญเติบโตเต็มที่ 18- 20 ปี

แก้ไขภาวะ Maxillary hypoplasia

หลังผ่าตัดกราม

จะพิจารณาผ่าตัด secondary cleft lip nose correction โดย opened rhinoplasty approach

นพ.ชูเกียรติ เพิ่มทองชูชัย

ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กำเนิดบริเวณใบหน้าที่สามารถให้การวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเกิด ภาวะนี้สามารถพบร่วมกับความผิดปกติได้หลายประการ ทั้งในเรื่องของความสวยงามของใบหน้า การดูดกลืนที่ไม่ปกติ การขึ้นของฟันการสบฟันที่ผิดปกติ และการพูดไม่ชัด และผลกระทบต่อจิตใจในอนาคต ภาวะปากแหว่งอาจพบปากแหว่งอย่างเดียว หรืออาจพบร่วมกับเพดานโหว่ และสามารถเกิดได้ทั้งข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ส่วนมากผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ มักเป็นความผิดปกติเพียงอย่างเดียว โดยไม่พบความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย พัฒนาการทางร่างกายและสมองเป็นปกติ แต่ก็อาจพบเป็นอาการอย่างหนึ่งในความผิดปกติหลายๆอย่างในกลุ่มอาการ ในกลุ่มนี้มักพบความผิดปกติของร่างกายและพัฒนาการของสมองร่วมด้วยเช่น น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม ศีรษะขนาดเล็ก ความพิการแต่กำเนิดของใบหน้าและกะโหลกศีรษะอย่างอื่น ระบบหัวใจ การเจริญเติบโตชะงักงัน พัฒนาการล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ในทารกแรกเกิด 1000 ราย จะพบภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ได้ประมาณ 1 ถึง 2 ราย โดยภาวะปากแหว่งร่วมกับเพดานโหว่จะพบได้บ่อยกว่าภาวะปากแหว่งหรือเพดานโหว่อย่างเดียว 2 เท่า ผู้ชายเป็นปากแหว่งร่วมกับเพดานโหวมากกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้หญิงเป็นเพดานโหวอย่างเดียวมากกว่าผู้ชาย พบในภาคอีสานได้มากกว่าภาคอื่นๆ ประมาณการว่าจะมีเด็กแรกเกิดใหม่ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ในภาคอีสานสูงถึงประมาณ 700-800 รายต่อปี

สาเหตุของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ แม้ว่าไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน แต่น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน พบความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมประมาณ ร้อยละ 12-20 ส่วนที่เหลือเชื่อว่าเป็นจากปัจจัยทางสภาวะแวดล้อมเช่น การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ การติดเชื้อ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการขาดกรดโฟลิกในระหว่างมารดาตั้งครรภ์ เป็นต้น การคาดการณ์การเกิดซ้ำในญาติพี่น้องที่เกิดความพิการ ถ้าไม่มีใครในครอบครัวมีความผิดปกติเลย โอกาสที่จะมีลูกแต่ละคนจะเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ จะเท่ากับอุบัติการณ์ในประชากรทั่วไปคือ 1 ใน 700 แต่ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ โอกาสที่จะมีลูกเป็นปากแหว่งเพดานโหว่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4-6 และถ้าครอบครัวใดมีคนเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ถึง 2 คน โอกาสที่จะมีลูกเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ จะมากขึ้นอีกเป็นร้อยละ 8-10 การที่พบอุบัติการณ์ในครอบครัวที่มีคนเป็นปากแหว่งเพดานโหว่มากกว่าในครอบครัวที่ไม่มีความผิดปกติ แสดงว่าปัจจัยทางพันธุศาสตร์เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเกิดความผิดปกติ

เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ มักมีปัญหาในการดำรงชีวิตที่ซับซ้อนหลายอย่างเช่น

  1. การดูดกลืน ทารกที่มีปากแหว่งเพดานโหว่ จะทำให้การดูดนมผิดไปจากปกติ เนื่องจากทารกไม่สามารถอมหัวนมหรือจุกนมได้สนิท จะมีรูรั่วให้ลมเข้าในปากขณะดูด ทารกต้องใช้แรงในการดูดมากขึ้น นอกจากนี้ทารกมีโอกาสสำลักนมได้มากกว่าปกติ การให้นมทารกที่มีปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่จึงต้องมีเทคนิคพิเศษ สามารถให้นมแม่ได้ โดยบีบใส่ขวดนมแล้วใช้จุกนมที่เป็นรูปกากบาท หรือจุกนมสำหรับเด็กปากแหว่งเพดานโหว่เพื่อให้น้ำนมไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ควรอุ้มทารกในท่านั่ง ให้ลำตัวอยู่ในแนวดิ่งมากขึ้นเพื่อป้องกันการสำลัก ทารกบางรายที่มีปัญหาการกลืน อาจต้องให้นมช้าๆโดยการใช้ช้อนป้อนแทนการดูดจากขวด เป็นต้น
  2. โครงสร้างขากรรไกรบนและการสบฟันที่ผิดปกติ เช่น ฟันล่างครอบฟันบน ฟันบนและฟันล่างไม่สบกัน ฟันขาดหายไป และฟันขึ้นผิดที่และผิดตำแหน่ง
  3. การพูด เด็กมักมีปัญหาการออกเสียง พูดไม่ชัด
  4. ปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในหูชั้นกลาง และปัญหาการได้ยินผิดปกติ ซึ่งต้องส่งตรวจหูชั้นกลางและส่งตรวจการได้ยินต่อไป

ในปัจจุบันการรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ใช่เป็นเพียงการผ่าตัดเย็บริมฝีปากหรือเย็บเพดานปากให้ติดกันเท่านั้น แต่เป็นการรักษาที่ต้องการความร่วมมือกันจากสหวิชาชีพหลายสาขา ตั้งแต่กุมารแพทย์ ทันตแพทย์จัดฟันและทันตแพทย์สาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ศัลยแพทย์ตกแต่ง โสต ศอ นาสิกแพทย์ นักแก้ไขการพูด และพยาบาล เพื่อร่วมกันแก้ไขความผิดปกติทั้งหมด ดังนั้นการรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการร่วมกันวางแผนการรักษาและดูแลผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งเรียกว่าการรักษาแบบสหวิทยาการ เป็นการร่วมมือกันในการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

ปัจจุบันนิยมให้หญิงที่มีแผนจะตั้งครรภ์และหญิงเริ่มตั้งครรภ์ได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่พอเพียง อย่างน้อยเพื่อป้องกันหรือลดการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่  เนื่องจากภาวะปากแหว่งเพดานโหว่  จำเป็นต้องรักษาเป็นระยะเวลายาวนานและหลายด้าน สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมโครงสร้างแล้วก็ตาม หากยังพูดไม่ชัดเสียงขึ้นจมูก เด็กจะมีปมด้อยในการเข้าสังคมเพราะหน้าตาและการพูดไม่ปกติ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมถดถอย ไม่อยากไปโรงเรียน ก้าวร้าว อารมณ์ไม่ดี นอกจากนั้น การรักษาที่ยาวนานอาจก่อให้เป็นปัญหาด้านจิตใจตามมา ดังนั้นการติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่องโดยทีมผู้ให้การรักษาแบบสหสาขา จะช่วยให้เด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่หายได้ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

ผศ.ดร.ทพญ. สุพัชรินทร์ พิวัฒน์

ผู้ป่วยปากแหว่งและเพดานโหว่จะมีปัญหาหลาย ๆ ด้าน จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่หลากหลายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ การดูแลสุขภาพในช่องปากเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เนื่องจากผู้ป่วยมักมีความผิดปกติของฟันที่หลากหลาย ทั้งมีฟันหายไป มีการสร้างฟันผิดปกติ มีการเรียงฟันผิดปกติ และมักมีปัญหาทันตสุขภาพโดยเฉพาะการเกิดโรคฟันผุ ทันตแพทย์จึงมีบทบาทสำคัญที่จะดูแลในส่วนนี้

โรคฟันผุในเด็ก เป็นปัญหาสาธารณสุขวิกฤตปัญหาหนึ่งของประเทศไทย สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กเริ่มมีฟันขึ้น และเพิ่มความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ในเด็กอายุ 18-36 เดือน พบว่าเด็กที่มีปากแหว่งและเพดานโหว่มีจำนวนฟันที่ผุโดยเฉลี่ยสูงกว่าเด็กที่ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่าเด็กมากกว่าร้อยละ 90 มีฟันผุ เด็กกลุ่มนี้มีจึงมีความจำเป็นต้องได้รับการป้องกันและดูแลรักษาปัญหาฟันผุ ดูแลสุขภาพในช่องปากให้คงอยู่ในสภาวะที่ดี เพื่อให้สามารถใช้งานบดเคี้ยว คงสภาพการเรียงฟันและการสบฟันเพื่อให้เอื้อต่อการรับการรักษาทั้งการศัลยกรรมและการจัดฟัน

วัชราภรณ์ สิทธคำทับ
พยาบาลวิชาชีพ
ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและศีรษะ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การดูแลรักษาเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและหรือเพดานโหว่ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี จะต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์แบบสหวิทยาการ ( Interdisciplinary Team ) ผู้ป่วยบางส่วนจะสิ้นสุดการรักษาไว้เพียงแค่การผ่าตัดโดยไม่ได้แก้ไขอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย แล้วปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป จนเด็กมีปัญหาอีกครั้งเมื่อเข้าสู่วัยเรียน ด้วยภาวะปัญหาของการพูดไม่ชัด รูปจมูกไม่สมมาตร มีปัญหาด้านการบดเคี้ยว ปัญหาการสบฟัน จนส่งผลต่อการเข้าสังคม มีบุคลิกภาพเก็บตัว ไม่ค่อยพูด ไม่กล้ายิ้ม และจมอยู่กับความอึดอัด จากการที่ไม่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมา ส่งผลต่อสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคม นอกจากนี้ยังพบเงื่อนไขปัจจัยที่ส่งผลต่อการดูแลรักษาเด็กภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ อีกหลายประการ เช่น การรวมการรักษาทุกอย่างให้อยู่เฉพาะที่ศูนย์กลางเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดของผู้ป่วยที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นคนไร้สัญชาติ และอยู่ห่างจากโรงพยาบาลในตัวจังหวัดที่เป็นศูนย์รวมของแพทย์เฉพาะทาง เมื่อต้องเดินทางมาทำการรักษาบ่อยครั้งก็ส่งผลกระทบกับค่าใช้จ่าย และใช้เวลาในการเดินทางนาน ครอบครัวของผู้ป่วยหลายคนไม่สามารถอดทนหรือแบกรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หลายครอบครัวจึงยุติการรักษาเหลือเพียงแค่การผ่าตัดเท่านั้น ทำให้อาการผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้นตามมาและส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของเด็กทำให้เด็กสูญเสียโอกาส นอกจากนี้ยังพบว่าการบูรณาการเชื่อมต่อกันระหว่างศาสตร์สาขาที่จะมีส่วนในการดูแลรักษาเด็กภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ยังมีอยู่น้อยมาก มีลักษณะของการทำงานแบบแยกส่วน ไม่ได้มีการประสานงาน หรือวางแผนการรักษาร่วมกัน ทำให้ผลการรักษาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เน้นการรักษาอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ทำให้เกิดภาวะผู้ป่วยถูกละเลย เกิดการรักษาที่ซ้ำซ้อน และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของอาการที่เกิดขึ้น

ด้วยหน้าที่ และความตั้งใจ การทำงาน ในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งและเพดานโหว่ คงเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องผันบทบาทเข้ามาเป็นเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานให้เกิดการทำงานร่วมกันของทุกองค์ประกอบ โดยผ่านการทำงานในหลายรูปแบบ เช่น การสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลต้นแบบนำร่อง ที่มีเป้าหมายและเจตนารมณ์เดียวกัน การจัดอบรมและพัฒนาบุคลากรทางแพทย์ของโรงพยาบาลต้นแบบนำร่อง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลของผู้ป่วย ใช้ฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบวางแผนการรักษาผู้ป่วยร่วมกัน ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญจะต้องมีการลงไปติดตามเยี่ยมเยือนให้กำลังใจผู้ป่วยในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้องค์ประกอบต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เกิดการหมุนเวียนของฟันเฟืองตัวเล็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนเกิดเป็นกลไกของการทำงานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม และมีความหมายเพื่อสร้างสรรค์เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

เป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ ความแข็งแรงในเส้นทางการรักษาผู้ป่วย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ให้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

นพ.พินัย นิรันดร์รุ่งเรือง และทพญ.ปองใจ วิรารัตน์

ศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เป็นหน่วยงานด้านการรักษาหน่วยหนึ่งของโรงพยาบาล ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ 17 กันยายน 2553 เป็นต้นมา นับเป็นศูนย์แห่งแรกที่สังกัดในโรงพยาบาลไม่ได้สังกัดในมหาวิทยาลัย เพื่อดูแลรักษาและส่งต่อผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ในเขตอิสานตอนใต้(นครชัยบุรินทร์) ด้วยเหตุผล

  1. การรักษาร่วมกันและครอบคลุมทุกสหวิชาชีพตามแนวทางที่กำหนดไว้
  2. มุ่งเน้นคุณภาพการรักษาต่อเนื่อง เบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม
  3. มีระบบการลงทะเบียนเก็บข้อมูล ติดตามผลการรักษา และประสานการรักษาในลักษณะเครือข่าย ตลอดจนดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ผู้ป่วยควรได้รับ
  4. มีการพัฒนางานด้านบริการ ด้านความรู้ ตลอดจนนวัตกรรม และงานวิจัย

ศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ มีระบบบริการรับผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอกจากจุดต่างๆ ในเขตนครชัยบุรินทร์ และประสานการรักษาไปยังกลุ่มงานต่างๆในโรงพยาบาลตามลำดับความสำคัญ ตามแนวทางการรักษาที่กำหนดไว้ การรักษาของสหวิชาชีพได้แก่ กุมารแพทย์ ทันตแพทย์จัดฟันและทันตแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง ศัลยแพทย์ตกแต่ง นักเวชศาสตร์สื่อความหมายด้านการพูด แพทย์หู คอ จมูก พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น โดยมีคลินิกปากแหว่งเพดานโหว่เปิดให้บริการทุกวันพุธ

การสนับสนุนทั้งงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ การพัฒนาองค์ความรู้ และการรักษาได้รับทั้งจากภาครัฐบาล เอกชน และสมาคมวิชาชีพ ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ได้แก่ สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สภากาชาดไทย สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ป่วยลงทะเบียนมากกว่า 700 คน มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สนับสนุนการรักษาได้แก่ การศึกษาการกระจายของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ระหว่างปี 2548-2553 และนวัตกรรม Korat Nasoalveolar Molding (KORAT NAM) ในการจัดรูปร่างจมูก ริมฝีปาก และสันเหงือก ก่อนการผ่าตัดริมฝีปาก จมูก และเพดาน โดยมีการติดตามผลการรักษาเป็น ระยะเวลานาน

ศ.ทพ.ธีระวัฒน์ โชติกเสถียร

ศูนย์รักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ทางทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ในโอกาสที่ คณะทันตแพทยศาสตร์ จัดกิจกรรม “วันครอบครัวยิ้มสวยเสียงใส ครั้งที่ ๕” เมื่อวันจันทร์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งกิจกรรมฯ นี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการยิ้มสวยเสียงใส เพื่อเทิดพระเกียรติ ๕๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของศูนย์ ฯ มีจำนวนประมาณ ๔๐๐ ราย เป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาในเขตภาคเหนือของประเทศ และจากประเทศใกล้เคียง โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ สภากาชาดไทย ผู้ป่วยได้รับการดูแลตั้งแต่แรกเกิด ได้รับการทำเพดานเทียม เพื่อให้สามารถดูดนมแม่ได้ดีขึ้น โดยการประสานกับทีมคลินิกนมแม่ ได้รับการดูแลจากทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อทำเครื่องมือปรับแต่งจมูกและขากรรไกรบน และอุปกรณ์คงรูปจมูกหลังการผ่าตัด และประสานต่อเนื่องกับโสต ศอ นาสิกแพทย์ และนักวจีบำบัดเมื่อทารกเติบโตขึ้นเพื่อฝึกพูด เป็นต้น

ด้านการรักษาทางทันตกรรม ผู้ป่วยได้รับการรักษาเพื่อเตรียมพร้อมรับการผ่าตัดแล้ว ทารกจะได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากตั้งแต่แรกเกิดต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องการดูแลเหงือก การแปรงฟัน การอุดฟัน การรักษาโรคปริทันต์ การปลูกกระดูกเบ้าฟัน การจัดฟัน การผ่าตัดเพื่อแก้ไขความสัมพันธ์ของกระดูกฐานขากรรไกร การบูรณะฟันหรือใส่ฟันปลอมทดแทนฟันที่หายเพื่อให้การสบฟันสมบูรณ์ การใส่เครื่องมือฝึกพูดในรายที่จำเป็น รวมถึงการรักษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการตรวจและวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ศูนย์ ฯ เป็นเครือข่ายสนับสนุนอบรมเพื่อส่งเสริมการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ให้แก่ทันตแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชน เขตบริการสุขภาพที่ ๑ รวมถึงทันตแพทย์ทั่วประเทศจากกระทรวงสาธารณสุข และศูนย์ ฯ ได้พยายามผลิตงานวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพการรักษา และ การเรียนการสอน และมุ่งมั่นที่จะค้นคว้าผลงานวิจัยใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในเรื่องเครื่องมือวิจัย นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว ศูนย์ ฯ ได้พัฒนาระบบการจัดการที่ดี รวมถึง การติดตามประเมินผลเพื่อพัฒนารูปแบบและมาตรฐานการดูแลรักษาให้ดีและทันสมัยอยู่เสมอ

อ.นพ.ศรัณย์ วรศักดิ์วุฒิพงษ์

ผู้ป่วยเด็กหญิงไทยอายุ 3 ปี พบความผิดปกติของใบหน้าและมีภาวะเพดานโหว่ตั้งแต่แรกเกิด มีปัญหาปอดติดเชื้อหลายครั้งและเคยใส่ท่อช่วยหายใจ รักษาที่รพ.จังหวัด หลังจากนั้นถูกส่งตัวมารักษาที่คลินิกปากแหว่งเพดานโหว่เมื่ออายุได้ 4 เดือนด้วยปัญหาดูดนมไม่ได้และน้ำหนักตัวน้อย เริ่มให้การรักษาด้วยเพดานเทียมและให้หัดดูดนมด้วยขวดนมปกติทางปากจนสามารถเอาสายให้อาหารทางกระเพาะอาหารออกได้ ตรวจพบลักษณะผิดปกติได้แก่ microcephaly, microtia หูข้างซ้าย และ aural atresia หูข้างขวา, downward-slanting eyes, malar hypoplasia, mandibular hypoplasia และ cleft of soft and hard palate การได้ยินผิดปกติ จะหันตามเสียงเมื่อเรียกเสียงดัง พูดไม่ได้ ส่งเสียงเป็นคำๆแต่ไม่มีความหมาย สื่อสารกับพ่อแม่ด้วยคำสั่งง่ายๆพอได้ ช่วงแรกๆมีเสียงครืดคราดในคอ นอนหงายจะเสียงดังมากขึ้น ดีขึ้นเมื่อนอนตะแคง ไม่เคยมีหยุดหายใจขณะนอนหลับ เมื่ออายุ 2 ปี 8 เดือน ได้วางแผนทำการผ่าตัด Palatoplasty แต่มีปัญหา difficult endotracheal intubation จึงเลื่อนการผ่าตัดออกไป

พญ. กานดา เชษฐ์สมบัติ

ในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ชนิดสองด้านอย่างสมบูรณ์  (bilateral cleft lip and palate)  โดยทั่วไปมักจะพบปัญหาในส่วนของกระดูกขากรรไกรบนส่วนกลาง(premaxilla)ยื่นและบิด ตลอดจนเนื้อเยื่อบริเวณฐานจมูก(collumella) และเนื้อเยื่อใต้จมูกที่อยู่บริเวณตรงกลางของริมฝีปากบนใต้ฐานจมูก(prolabium) จะมีขนาดเล็กและสั้น  ในการบรรยายครั้งนี้จะได้นำเสนอขั้นตอน  ผลการผ่าตัด การติดตามผล ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการรักษาผู้ป่วยเด็กชายไทยที่พบปากแหว่งเพดานโหว่ชนิดสองด้านอย่างสมบูรณ์ โดยได้รับการผ่าตัดเย็บริมฝีปากและเพดานในช่วงอายุ4เดือน-1 ปี 7 เดือน

วิวัฒน์ ฉัตรวงศ์วาน ทบ.

จากประสบการณ์ผ่าตัดปลูกกระดูกในผู้ป่วยสันเหงือกโหว่ (alveolar cleft) ในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ประมาณ 7ปี (2553-2559) มีผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด 103 ราย ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดในช่วงอายุ 8-9 ปี โดยใช้สันกระดูกสะโพก (iliac crest bone graft) ช่องว่างระหว่างสันกระดูกประมาณ 5 มิลลิเมตร การผ่าตัดปลูกกระดูกในผู้ป่วยสันเหงือกโหว่ เป็นงานอันประณีต มีขั้นตอนมากมายที่ต้องการ การเอาใจใส่ในรายละเอียด ในอนาคตอันใกล้ การพัฒนาเทคนิคนวัตกรรมโคราชแนม Korat NAM (Naso-aleveolar Molding) เพื่อจัดรูปร่างจมูกและสันเหงือกในขากรรไกรบนที่เบี่ยงเบนให้ใกล้เคียงปกติ พร้อมกับ การผ่าตัดเหงือกร่วมกับเยื่อหุ้มกระดูก (gingivoperiosteoplasty) จะช่วยเพิ่มความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกกระดูก

วิภาพรรณ ฤทธิ์ถกล
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โดยทั่วไป อุบัติการณ์ของการเกิดปากแหว่งเพดานโหว่จะประมาณ 1-2:1000 ของทารกที่ยังชีพ สาเหตุของการเกิดที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนได้แก่ สาเหตุทางกรรมพันธุ์ ดังนั้นจึงพบได้ว่ามีอุบัติการณ์ของการเกิดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อพบภาวะนี้กับคนในครอบครัวหลายคน ตัวอย่างเช่น เมื่อพบอาการปากแหว่งเพดานในบุตรคนที่หนึ่ง โอกาสในการที่บุตรคนที่สองจะเป็นซ้ำ จะมีมากขึ้นถึงสองเท่าจากปกติ คือประมาณ ร้อยละ2-4 ในการบรรยายครั้งนี้ จะได้แสดงให้เห็นถึงการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ในครอบครัวซึ่งมีบุตรเป็นปากแหว่งเพดานโหว่สองคน รวมถึงความรู้สึกของแม่ที่ต้องดูแลลูกซึ่งมีภาวะนี้ด้วย

กมลชนก คำมาบุตร โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่
อาทิติยา แดงสมบูรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ธนัญพร แช่มพุดซา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
สุธีรา ประดับวงษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การประสานงานการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ของทีมสหสาขาวิชาชีพ เป็นบทบาทสำคัญและท้าทายของพยาบาลในการทำบทบาทนี้ ซึ่งต้องมีความรู้ความสามารถ และชำนาญเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ร่วมกับทีมสหสาขาตามช่วงอายุอย่างบูรณาการ การทำบทบาทพยาบาลและการประสานงานร่วมกับทีมสหสาขานั้น มีทั้งการแสดงบทบาทอิสระและการทำร่วมกับทีมในการตรวจ ประเมิน/ให้คำปรึกษา แนะนำ พร้อมทั้งให้การดูแลผู้ป่วยและครอบครัวตั้งแต่ระยะก่อนตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอด ตลอดจนการเข้ารับการรักษา ผ่าตัด และฟื้นฟูสภาพตามช่วงอายุจนกระทั่งอวัยวะต่างๆ ทำงานได้ใกล้เคียงคนปกติ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ การทำงานร่วมกับทีมอาจมีปัญหาเกิดความไม่เข้าใจ หรือเกิดความคลาดเคลื่อนในการประสานงานได้ เช่น

  1. การไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ (Protocol) ตามที่ตกลงกันไว้ของทีม เช่น การสั่งการรักษา การตรวจวินิจฉัยเกินความเป็นจริงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงโดยไม่มีความจำเป็น ตรวจวินิจฉัยเกินความเป็นจริงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงโดยไม่มีความจำเป็น
  2. การไม่ศึกษา Protocol ของแต่ละศูนย์การดูแลฯ หรือโรงพยาบาลในการดูแลรักษา ยึดตามความรู้ ความเข้าใจของตนเป็นหลัก ผลอาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาได้
  3. การประเมินและให้คำแนะนำไม่ครอบคลุม และไม่ส่งต่อไปยังทีมที่สามารถดูแลได้ ทำให้ผู้ป่วย/ครอบครัวเสียโอกาสในการเข้าถึงการบริการ และการรักษา
  4. การไม่สามารถตัดสินใจในแต่ละกรณีว่าควรส่งผู้ป่วยไปปรึกษาการจัดสันเหงือกก่อนผ่าตัดหรือไม่อย่างไร
  5. การไม่ทราบสิทธิที่แท้จริง และแหล่งที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยกรณีต้องจ่ายค่ารักษาเอง อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้
  6. การไม่ยอมรับบทบาทของทีม อาจทำให้การทำงานเป็นทีมมีปัญหาและอุปสรรคได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ไม่ได้คุณภาพแบบสหสาขาวิชาชีพได้
  7. การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์ที่มีมาตรฐานไม่ใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผู้ป่วย/ครอบครัวเกิดการเปรียบเทียบด้านภาพลักษณ์ได้
  8. การขาดเป้าหมายการดูแลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน อาจทำให้คุณภาพการดูแลรักษาขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถเทียบเคียงกับสากลได้
  9. การสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างทีมสุขภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ล่าช้าและไม่ต่อเนื่อง
  10. ทัศนคติที่ไม่ตรงกันของทีมสุขภาพ ทำให้การทำงานมีความลำบากใจ
  11. การติดต่อสื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพที่อยู่ในโรงพยาบาลพื้นที่ห่างไกล ช่วงเวลาในการติดต่อ หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล ว่างไม่ตรงกัน ทำให้ข้อมูลเดินทางได้ช้า
  12. Wording หัตถการบางอย่างของแต่ละสาขาวิชาชีพมีความเฉพาะ ซึ่งอาจมีความเข้าใจไม่ตรงกัน

จะเห็นได้ว่า การพยาบาลและการประสานงานการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ จะต้องมีการยอมรับบทบาทซึ่งกันและกัน ทำงานอย่างมีเป้าหมายเดียวกัน มองที่ผู้ป่วย/ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ยืดหยุ่นในการทำงานเป็นทีม จึงจะส่งผลให้การดูแล ผ่าตัดรักษา พยาบาล และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยอย่างสมบูรณ์แบบได้ เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับบริการอย่างถ้วนหน้า

พิมพ์ ชัยสุข
ผศ.กาญจน์ลักษณ์ คันธพสุนธรา
พรินทร์ อัศเรศรังสรร
ชิษณุพงศ์ นุ่นโฉม

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะการพูดของเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ที่ได้รับการรักษาโดยใช้เครื่องมือ Korat NAM ก่อนการผ่าตัด ในศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

วิธีการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง เด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ.2551-2555 และเข้ารับการรักษาในศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำนวน 56 ราย โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยนอกที่เข้ารับบริการในคลินิกฝึกพูด ศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ และใช้การประเมินผ่านการฟังเสียงในด้านต่างๆ ได้แก่ ระดับเสียงก้องขึ้นจมูก เสียงพูดไม่ชัด และลักษณะลมรั่วขึ้นจมูก และ ใช้เครื่องมือมาตรฐาน Nasometer II เพื่อตรวจวัดค่าปริมาณเสียงก้องขึ้นจมูก(Nasalance score)

ผลการศึกษา พบว่า เด็กที่มีเสียงก้องขึ้นจมูกในระดับปกติ มีจำนวนร้อยละ 75 (42 ราย) เด็กที่มีเสียงก้องขึ้นจมูกในระดับมากกว่าปกติเล็กน้อย มีร้อยละ 21 (12 ราย) และเด็กที่มีเสียงก้องขึ้นจมูกในระดับปานกลาง มีร้อยละ 4 (2 ราย) และเด็กกลุ่มที่มีเสียงก้องขึ้นจมูกในระดับปกติจำนวน 20 ราย มีค่าปริมาณเสียงก้องขึ้นจมูกอยู่ในช่วงร้อยละ 5-26 คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 15 เด็กกลุ่มที่มีเสียงก้องขึ้นจมูกในระดับมากกว่าปกติเล็กน้อยจำนวน 8 ราย มีค่าปริมาณเสียงก้องขึ้นจมูก อยู่ในช่วงร้อยละ 20-26 ค่าเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 24 และเด็กที่มีเสียงก้องขึ้นจมูกในระดับปานกลางจำนวน 2 ราย มีค่าปริมาณเสียงก้องขึ้นจมูก อยู่ในช่วงร้อยละ 28-37 ค่าเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 33 และในด้านลักษณะเสียงพูดไม่ชัด พบว่า มีเด็กที่พูดชัด ร้อยละ 29 (16 ราย) เด็กที่มีเสียงพูดไม่ชัดตามวัย ร้อยละ 27 (15 ราย) เด็กที่มีเสียงพูดไม่ชัดไม่สมวัย ร้อยละ 20 (11 ราย) และ เด็กที่มีเสียงพูดไม่ชัดแบบใช้การทดแทนระบบเสียง(Compensatory error) ร้อยละ 25 (14 ราย) พบลักษณะเสียงลมรั่วขึ้นจมูกในเด็ก ร้อยละ 27 (15 ราย)

สรุป เด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ที่เข้ารับการรักษาในศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มีลักษณะการพูดที่มีปัญหาเสียงก้องขึ้นจมูกระดับปานกลาง ร้อยละ 4 และมีเด็กที่มีปัญหาเสียงพูดไม่ชัดที่ควรได้รับการติดตามฝึกพูดอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ เด็กที่มีเสียงพูดไม่ชัดไม่สมวัย ร้อยละ 20 และ เด็กที่มีเสียงพูดไม่ชัดแบบใช้การทดแทนระบบเสียง ร้อยละ 25 จึงนับได้ว่าเด็กที่เข้ารับการรักษาในศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและใช้เครื่องมือ Korat NAM ก่อนการผ่าตัด มีลักษณะการพูดอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

คำสำคัญ ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่, เสียงก้องขึ้นจมูก, ค่าปริมาณเสียงก้องขึ้นจมูก, ลักษณะลมรั่วขึ้นจมูก ,เสียงพูดไม่ชัด

อมรรัตน์ พงศ์จรรยากุล

ผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 4 ปี 7 เดือนมีปัญหาปากแหว่งเพดานโหว่ด้านซ้ายได้รับการผ่าตัด Cheiloplasty เมื่ออายุ 4 เดือน และ Palatoplasty อายุ 9 เดือน ทางคลินิกแก้ไขการพูดและการได้ยินรับปรึกษาจากศัลยกรรมตกแต่งเมื่อ มิถุนายน 2558 ด้วยปัญหาพูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง จากการประเมินครั้งแรกพบว่ามีปัญหาด้านการได้ยิน ตรวจการได้ยินไม่ผ่านทั้งสองข้าง ส่งพบแพทย์โสตศอนาสิกและรักษาอย่างต่อเนื่อง ตรวจร่างกายพบว่ามีรอยแผลผ่าตัดที่ริมฝีปากด้านซ้าย left Alveolar cleft, high arch และ ลิ้นไก่แยก ประเมินด้านการภาษาและการพูดพบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านภาษาเหมาะสมตามวัย พูดไม่ชัดระดับสระประสมสองเสียงคือสระ “เอือ” ออกเป็นเสียงสระ “เอีย” (อาจเกิดจากภาษาถิ่น) ส่วนแม่สะกดไม่ชัดในเสียง “-ก, -ง, -ด” และพบว่าพยัญชนะต้นไม่ชัดออกเสียงเป็น “อ” ทุกเสียง พูดรัวเร็ว ประเมินด้านความสั่นพ้องของเสียงพบว่ามีเสียงขึ้นจมูกระดับ +1 ด้านคุณภาพของเสียงปกติ ด้านการฟังคำพูดรู้เรื่องนั้นต้องรู้บริบทว่าพูดเรื่องอะไรจึงจะฟังเข้าใจ ระดับปานกลาง ปัจจุบันเด็กอายุ 5 ปี 10 เดือนพบว่าระดับการได้ยินปกติ ภาษาสมวัย พูดไม่ชัดในเสียง ด ฟ ช ส ร –ด จังหวะการพูดช้าลง พูดแล้วฟังเข้าใจรู้เรื่องระดับปกติ

บทคัดย่อการประกวดโปสเตอร์ ประเภท case report

K. Santavalimp, T. Nuntanaranont, W. Ritthagol
Department of Oral and Maxillofacial Surgery, Prince of Songkla University, Songkhla, Thailand

Background: Successful alveolar bone graft is important to allow proper eruption of the lateral or canine teeth through the cleft segment and to close the oronasal fistula. Most commonly, bone for alveolar bone grafting is cancellous bone from the iliac crests. However, autogenous bone grafting has it disadvantage that there are limited in amount, need second operative site and may cause donor site morbidity. In order to avoid these adverse effects, tissue engineering strategies has been proposed.

Objectives: The present study was to evaluate new bone formation in alveolar cleft defect using autogenous concentrated bone marrow derived mesenchymal stem cells (BMSCs) with beta-tricalcium phosphate scaffold (β-TCP).

Methods: 3 consecutive patients with unialveolar cleft defect were enrolled in the study. Bone marrow aspirate was harvested by trocar from anterior iliac crest intraoperatively and concentrated via automatic machine, The Res-Q™ BMC system, to obtain BMSCs. The concentrated bone marrow derived mesenchymal stem cells were mixed on β-TCP scaffold with fibrin glue and use as a combination graft material.

Results: All patients showed uneventful healing without any complication in both donor and recipient sites. Post-operative radiographic investigation demonstrated optimal new bone formation with minimal resorption in the cleft site defect.

Conclusion: A combination of BMSCs harvested from bone marrow aspirate concentrate with β-TCP scaffolds may enhance new bone regeneration in alveolar cleft defects and can be used as an alternative method for alveolar bone grafting.

K. Tantipanichkul, N. Prengsukarn, N. Tantiwinyupong, R. Buaphan and W. Mongkolchart, V. Densiriaksorn, K. Boonsiriseth, N. Viwattanatipa
Department of Orthodontics, Faculty of Dentistry, Mahidol University

10 years old boy, facial asymmetry, right hemifacial microsomia (HFM: O0M3E3N0S2) associated with bilateral cleft lip-palate. Right external ear was malformed with ear canal stenosis. There was no facial palsy nor any extracranial associated malformation. He underwent right TMJ reconstruction with costo-chondral rib graft, followed by intra-oral functional appliance in order to promote growth & development of the right face. Being lost follow-up for 12 years, at 22 years old, he presented with asymmetrical facial form with chin deviated to right side 20 mm., severe canting of maxilla and mandible, skeletal II, open configuration, convex facial profile, recessive chin contour. Dentition: narrow maxilla (V-shaped), large posterior open bite of 10 mm due to posterior bite plane and several missing permanent teeth. Function: hypernasality speech, jaw deviation to right side when wide mouth opening. Orthodontic preparation followed by tertiary alveolar bone graft was carried out. After presurgical orthodontic preparation of dentition, two-jaw orthognathic surgery was performed to correct transverse facial asymmetry and maxilla-mandibular canting. Results after orthognathic surgery revealed improvement of facial symmetry and facial profile was more pleasing. Soft tissue cleft lip nose surgery to correct unaesthetic wide and flat nasal dorsum was carried out. Consultation for proper prosthodontics and ear rehabilitation with maxillofacial prosthodontics and ENT were ongoing at present. Speech pathologist will be consulted for further proper treatment. 15-year of treatment and follow-up will be presented. Interdisciplinary treatment will bring out successful facial rehabilitation and quality of life in this complex case.

Chalumporn ubolviroj, Jurairat Chewapornpimol, Kanin nimcharoensuk, Mallika Rungkiertsakul, Phonlakorn Buranaprasertsuk, Panrutai Bijaphala, Kitti Supanwanich, Nuntinee Nanthavanich Saengfai

Patients with repaired cleft lip and palate commonly present with skeletal type III malocclusion with underdeveloped maxilla. Orthodontic camouflage treatment with an adjunctive appliance can be considered as one of the treatment choices in the borderline adolescent patients. Facemask or reverse headgear has been used as an extra oral appliance to facilitate maxillary protraction; however, the size of facemask seemed to be bulky and inconvenient for wearing. As an alternative device, MU headgear has been introduced and chosen based on the biomechanical system as well as patient’s compliance. This study was aim to report on the use of MU headgear in a 15-year-old female with a repaired unilateral cleft lip and palate with maxillary hypoplasia. After the orthodontic treatment, she was performed lip and nose revision. The post treatment demonstrated excellent results in occlusion, facial balance and achieved patient’s satisfaction.

Saran Worasakwutiphong MD, FRCST, Marut Banrai DDS2, Ratchawan Tansalarak DDS, MSc, FRCDT and Pichit Ngamwanakul DDS, FRCDT
Department of Surgery, Faculty of Medicine, Naresuan University, Department of Preventive Dentistry, Faculty of Dentistry, Naresuan University, Department of Oral and Maxillofacial Surgery, Faculty of Dentistry, Naresuan University, Naresuan University Cleft and Craniofacial Center

Orthognathic surgery is a powerful tool for dentofacial anomaly corrections for both functional and aesthetic outcomes. Most patients in Thailand received treatment by using the conventional approach which requires a long period of pre-surgical orthodontic treatment. The conventional approach also worsens the patient facial profile and malocclusion during pre-surgical orthodontics. Nowadays, the concept of “surgery-first-orthognathic-approach” or “surgery-first approach” (SFA) is more popular in Asian countries. The benefit of this concept is to shorten overall treatment time because of the regional acceleratory phenomenon after an osteotomy - which is the bone remodeling around the healing tissue that facilitates the healing process.

In this report, we present a 21-year-old woman with facial asymmetry and malocclusion class III. The patient was assessed by a combination of the orthodontist team, maxillofacial and a plastic surgeon for the best result in occlusion and facial aesthetic. Lefort I osteotomy, bilateral ramus sagittal splitting osteotomy and osseous genioplasty were performed with single splint technique and intraoperative assessment for facial symmetry and aesthetic. Facial symmetry was achieved immediately after the operation and occlusion was aligned for 3 months after the operation.

The combination team believes that SFA is the most effective treatment for dentofacial deformities as the patient is treated in a shorter time than the conventional approach.

ทันตแพทย์ นิพนธ์ ชัยศรีสุขอำพร กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลลำปาง

Objectives: เพื่อรายงานผลการตรวจ วินิจฉัย ให้การบำบัดรักษา และติดตามผลการรักษาผู้ป่วยที่มี alveolar cleft defect โดยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดปลูกเสริมกระดูกในขากรรไกร

Case report: ผู้ป่วยชายไทย อายุ 15 ปี ไม่มีประวัติโรคทางระบบอื่นๆ ส่งต่อมาจากทันตแพทย์จัดฟันเพื่อแก้ไข alveolar cleft defect ระหว่างฟันตัดบนซ้ายซี่ 21 และ 22 ตรวจทางคลินิก และภาพถ่ายรังสี พบว่า มี oro-nasal communication ฟันซี่ 22 ขึ้นเกผิดตำแหน่ง ผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดปิด oro-nasal communication และ iliac bone grafting to alveolar cleft defect ร่วมกับ labial flap advancement แล้วจึงจัดฟันต่อจนเสร็จ

Results: ติดตามผลการรักษา 5 ปี พบว่า แผลหายเป็นปกติ ไม่มีการละลายตัวของกระดูก ฟันมีการเรียงตัวอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องสวยงาม ไม่ดี oro-nasal communication

Conclusions: แนวทางการรักษา alveolar cleft defect ประกอบด้วยการจัดฟันเพื่อเรียงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และง่ายต่อการผ่าตัด การผ่าตัดเพื่อปิด oro-nasal communication การปลูกเสริมกระดูกบริเวณ alveolar cleft defect เพื่อช่วยให้ฟันที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร (ถ้ามี) สามารถขึ้นได้ตามธรรมชาติ และการจัดฟันเพื่อเรียงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

บทคัดย่อการประกวดโปสเตอร์ ประเภท research

Evaluation of bone graft volume change using cancellous iliac bone combine with PRF membrane and liquid PRF in cleft alveolus: clinical and quantitative radiographic assessment

Objective: To evaluate the clinical results and bone graft volume after alveolar bone grafting with PRF in cleft alveolus

Materials and Methods: The present study was conducted at the Dental Hospital, Prince of Songkla University. Patients with unilateral alveolar cleft, in the age of 12-27 years old, were enrolled in this prospective clinical study. The patients were randomly divided by simple random allocation into two groups. In control group, the alveolar cleft site was grafted with cancellous bone, harvested from anterior iliac crest. In experimental group, PRF membrane and liquid PRF prepared from 40 ml autologous peripheral blood were combined to the grafting material. Clinical examination and evaluation of bone graft quantity using CBCT was performed to determine the volumetric change after grafting at immediately and 6 months interval postoperative respectively.

Results: The postoperative clinical phases were uneventful, no significant graft site infection in both groups. The volumetric change of bone graft quantity in experimental group was less than control group.

Conclusion: Autogenous cancellous bone with PRF membrane and liquid PRF is a alternative technique for alveolar bone grafting of cleft patients with less resorption of the grafting material.

Kiratiya Traisrisin, Tasanee Wangsrimongkol, Montian Manosudprasit, Patraramon Rattanapan, Subin Poursiri

Objective: To test the accuracy of 3D simulator by comparing the positional difference of soft tissue landmarks between the simulated 3D image using Morpheus 3D simulator and actual 3D image after surgical treatment.

Material and Methods: 3D facial images of 20 subjects (mean age, 24+5.13years) were taken 1 month before and 3 months after surgery. 2 images acquired from each subject were superimposed, and 17 soft tissue landmarks were plotted and analyzed. Statistical analysis was performed using both paired and independent t-tests (P<.05).

Results: There were no significant difference was found in the position of any landmark on the x and y-axes of both 3D images (the simulated 3D image and an actual 3D image after surgical treatment). However, Ls (0.975 mm) and Stms (1.297 mm) on the z-axis respectively, showed statistically significant differences (P < .05). There were no significant difference was found in the position of any landmark on the x, y and z-axes of both 3D images between the two genders, two operations(1jaw and 2jaws), two groups of patients(normal and cleft patients) and two groups of age(18-25 and ≥ 26 years old).

Conclusion: Morpheus 3D simulator is quite accurate and can be useful in evaluating facial soft tissue changes in orthognathic surgery patients. In addition, serve as a communication tool for discussion about a reasonable preview of the outcome.

Siriya Pattarasiriporn, Assoc.Prof.Montian Manosudprasit

Objective: To evaluate the changes of nose and upper lip morphology after using nasoalveolar molding (NAM) in unilateral cleft lip and palate (UCLP) patients.

Materials and Methods: 12 infants with UCLP were treated with Khonkaen university NAM (KKU-NAM). Direct measurements of nose and lip were recorded at initial visit (M1) and before cheiloplasty (M2). Paired T-test was used to compare statistically between pre- and post-therapy.

Results: 3 months after treatment, significant changes were observed in all of the measurements at M2 compared to M1 (p<0.05). There were a significant increase in nasal protrusion, columella length and the height of the nostril. Alar base deviation, columella deviation and nostril width were significantly reduced. Moreover, the upper lip gap, vermillion gap and lip protrusion were also significantly decreased.

Conclusions: KKU-NAM offered a significant improvement in cleft lip and nose morphology which improve the outcome of lip and nose revisions in these patients.

Atchariyaporn Ranchan, Assoc.Prof.Montain Manosudprasit

Objective: To evaluate changes of upper lip and nose after bone grafting in cleft patients using 3D stereophotogrammetry.

Materials and Methods: 3D facial images of 18 subjects (9 men and 9 women; mean age 12.56 ± 3.97 years) were taken for 2 times; before and 3 months after alveolar bone grafting. 13 landmarks of upper lip and nose were identified. 2 facial images were superimposed and analyzed. Statistical analysis was performed with paired T- test. (P < 0.05)

Results: There were significant anterior projections in upper lip and nose landmarks on subnasale, alare, subalar, and labiale superius at 3 months after alveolar bone grafting. (Sn, 0.77 mm; Al-L, 0.40 mm; Al-R, 0.42 mm; Sbal-L, 0.97 mm; Sbal-R, 0.98 mm; Ls, 0.20 mm, all on z axis)

Conclusions: This study showed that 3D stereophotogrammetry can be useful in evaluating facial soft tissue changes and be able to detect a slight projection in subnasale, alar base, and upper lip after alveolar bone grafting in cleft patients.

ศิริพร มงคลถาวรชัย*, สุธีรา ประดับวงษ์*, ปัทมา สุริต**, ดาราวรรณ อักษรวรรณ*, ธารินี เพชรรัตน์*, วรัญญา สร้อยหิน*, สุมาลี พงศ์ผกาทิพย์*, จำรัส วงศ์คำ*, จันทิรา วชิราภากร*, ทิพยวรรณ มุกนำพร***, เกสร เหล่าอรรคะ*, สุนทรี น้ำใจทหาร*, บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น****
*งานบริการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์
** คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
*** ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
**** ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หาวิทยาลัยขอนแก่น

ภูมิหลัง: ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กำเนิดที่เกิดจากหลายสาเหตุ อุบัติการณ์ของโลกพบ 1: การเกิด 500-550 คน ศูนย์ตะวันฉาย โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ตั้งอยู่ในครรภ์จนสิ้นสุดการรักษา จากการสังเกตและสัมภาษณ์ทีมร่วมดูแล พบว่า ทั้งผู้ป่วย/ผู้ดูแลมีปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาปัญหาทางคลินิก โดยใช้กรอบแนวคิดของ Soukup (2000) จากตัวกระตุ้นการปฏิบัติงาน และความรู้

วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดปัญหาทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่

วัสดุและวิธีการ : การวิจัยเชิงพรรณนา และคุณภาพ เก็บข้อมูลจากประวัติผู้ป่วย 10 ราย สัมภาษณ์ ผู้ป่วย ผู้ดูแลฯ พยาบาล และผู้ช่วยดูแล จำนวน 2,8,2,2 ราย ใช้แบบเก็บข้อมูลทั่วไป และข้อคำถามปลายเปิดกึ่งโครงสร้าง สืบค้นวรรณกรรม 10 เรื่อง รวบรวมข้อมูล 4 เดือน (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 59) ใช้สถิติ ร้อยละ และตรวจสอบเชิงเนื้อหา (content analysis)

ผลลัพธ์: แยกแยะปัญหาครอบคลุมตามความถี่ ดังนี้ ปัญหาของสตรีตั้งครรภ์ทารกปากแหว่ง เพดานโหว่ คือ 1) ผิดหวัง เสียใจ วิตกกังวลกลัวทารกมีความผิดปกติร่วม 2) เครียดในการดูแลครรภ์และการเลี้ยงดูหลังคลอด ส่วนปัญหาทางคลินิกตั้งแต่คลอดจนสิ้นสุดการรักษา คือ 3) ได้รับนม/สารอาหารไม่เพียงพอ 4) เสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินหายใจ/เจ็บป่วย 5) ปัญหาด้านจิตใจ วิตกกังวล เครียด เป็นทุกข์ ไร้คุณค่า และคุณภาพชีวิตไม่ดี 6) ปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจ เช่น มีตราบาปในใจ ถูกแบ่งแยก และขาดรายได้ 7) ขาดเรียนบ่อย 8) ขาดความรู้เรื่องโรคและการรักษา 9)ไม่เข้าใจบทบาทการดูแลของทีม 10) ไม่สะดวกในการเข้าถึงบริการ และ11) ขาดแคลนนักแก้ไขการพูดและสื่อภาษา

สรุป: ปัญหาของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย/ผู้ดูแลในหลายๆ ด้าน การบูรณาการการดูแลของทีมอย่างยาวนาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ พยาบาลจะต้องให้การดูแลผู้ป่วย/ครอบครัวอย่างองค์รวมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องร่วมทำงานกับทีมสหวิทยาการและทีมสุขภาพด้านอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

จำรัส วงศ์คำ*, สุธีรา ประดับวงษ์*, พรรณวดี ชาติวิเศษ*, ถวัลย์วงค์ รัตนสิริ**
* งานบริการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
** สาขาวินิจฉัยและรักษาทารกในครรภ์ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภูมิหลัง : ความรู้ทางการแพทย์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ ๆสามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในระยะตั้งครรภ์4-5 เดือนได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจ และสุขภาพของสตรีและทารกในครรภ์เป็นอย่างมากหลังได้รับการแจ้งผลการตรวจ พยาบาลที่ดูแลต้องมีข้อมูลเพื่อวางแผนการดูแลแบบองค์รวม และประสานงานการดูแลไปยังศูนย์ตะวันฉาย เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์ได้รับคำปรึกษาที่ครบถ้วน ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาปัญหาทางคลินิกเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลมารดาตั้งครรภ์ทารกปากแหว่งเพดานโหว่ต่อไป

วัตถุประสงค์ : เพื่อกำหนดปัญหาทางคลินิกของสตรีตั้งครรภ์ที่ตรวจพบทารกในครรภ์ปากแหว่งเพดานโหว่ ณ ห้องตรวจครรภ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์

วัสดุและวิธีการศึกษา : การศึกษาเชิงพรรณนาและคุณภาพครั้งนี้ เป็นการศึกษาย่อยเฉพาะห้องตรวจครรภ์ ซึ่งได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการกำหนดปัญหาทางคลินิกของ The Center for Advance Nursing Practice Model หลังได้รับการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แล้ว ได้ทำการศึกษาจากตัวกระตุ้น 4 ตัว ดังนี้ 1) ตัวกระตุ้นที่เกิดจากการปฏิบัติงานและความรู้ โดยทบทวนเวชระเบียนจำนวน 5 ชุด 2) ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 3) สัมภาษณ์สตรีตั้งครรภ์ฯ จำนวน 5 ราย โดยใช้คำถามปลายเปิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของมารดาที่ตั้งครรภ์ฯ ใช้เวลา 15 – 20 นาทีต่อคน และ4) สัมภาษณ์พยาบาลที่ร่วมดูแล 1 ราย ใช้เวลาเก็บข้อมูล 1 ปี (ม.ค. – ธ.ค. 58) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาโดยใช้สถิติร้อยละ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ content analysis

ผลการการศึกษา : พบว่า สตรีตั้งครรภ์ที่ตรวจพบทารกในครรภ์ปากแหว่งเพดานโหว่ 5 ราย อายุเฉลี่ย 32 ปีตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 ร้อยละ 80 และพบปัญหาทางคลินิกว่า การตั้งครรภ์ทารกปากแหว่งเพดานโหว่ส่งผลกระทบต่อ 1) จิตใจและสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ และครอบครัวอย่างรุนแรง 2) หมดกำลังใจในการตั้งครรภ์และดูแลครรภ์ 3) วิตกกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ใบหน้าของทารกเมื่อคลอด และ4) การเลี้ยงดูทารกปากแหว่งเพดานโหว่หลังคลอด

ผลจากการทบทวนเวชระเบียน พบว่า ได้รับคำแนะนำปรึกษา จากแพทย์และพยาบาลเกี่ยวกับความผิดปกติและการตรวจโครโมโซม การดูแลรักษาหลังคลอด

ผลจากการสัมภาษณ์พยาบาล พบว่า สตรีตั้งครรภ์เสียใจไม่ยอมรับ และต้องการข้อมูลการดูแลรักษา

ผลจากการสัมภาษณ์สตรีตั้งครรภ์ พบว่า ต้องการยุติการตั้งครรภ์ ต้องการข้อมูล ต้องการรู้ว่าทารกมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่

ผลจากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า พยาบาลให้การดูแล ให้ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำ

สรุป : ปัญหาทางคลินิกของสตรีตั้งครรภ์ฯ คือ 1) ผิดหวัง เสียใจ วิตกกังวลกลัวทารกมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย 2) เครียดในการดูแลครรภ์และการเลี้ยงดูหลังคลอด การจัดการปัญหาและการดูแลรักษาที่ดีที่สุดคือต้องได้รับการดูแลจากทีมสหสาขาตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวสามารถเผชิญภาวะวิกฤติและปรับตัวยอมรับความผิดปกติของทารกในครรภ์และเลือกทางเลือกได้อย่างเหมาะสม ตลอดทั้งการดูแลครรภ์และการเลี้ยงดูหลังคลอด ห้องตรวจครรภ์จะนำผลการศึกษาดังกล่าวมา สังเคราะห์เป็นแนวทางในการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่ตรวจพบทารกในครรภ์ปากแหว่งเพดานโหว่ให้ครอบคลุมทุกด้านต่อไป

พรสุดา หน่อไชย จุฑารัตน์ ฉิมเรือง ปิยชาติ ใจชุ่ม กานต์ เสียงเรืองแสง ภาณุกานต์ จิตตะปุตตะ นนทกร ภาวศุทธิกุล

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและสภาวะทันตสุขภาพของผู้ป่วยปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในเด็กนักเรียนจังหวัดพิษณุโลก วิธีการศึกษา: ใช้แบบสำรวจเพื่อหาความชุกและทำการตรวจสภาวะทันตสุขภาพโดยใช้ดัชนีผุ ถอน อุด (dmft, DMFT) ดัชนีสภาวะปริทันต์ชุมชน (CPI) ดัชนีอนามัยช่องปากอย่างง่าย (OHI) ลักษณะการสบฟัน และสัมภาษณ์ปัจจัยที่มีผลต่อสภาวะทันตสุขภาพ ผลการศึกษา: พบความชุกของการเกิดภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่เท่ากับ 4 ต่อนักเรียน 10,000 คน พบนักเรียนระดับอนุบาลมีค่าเฉลี่ย dmft เท่ากับ10±2.97 ซี่/คน ระดับประถมศึกษามีค่าเฉลี่ย dmft เท่ากับ 5.5±2.71 ซี่/คน และมีค่าเฉลี่ย DMFT เท่ากับ 3.12±2.60 ซี่/คน ระดับมัธยมศึกษามีค่าเฉลี่ย DMFT เท่ากับ 2.00±1.67 ซี่/คน นักเรียนส่วนใหญ่มีระดับอนามัยช่องปากอยู่ในเกณฑ์พอใช้และสภาวะปริทันต์มีเหงือกอักเสบร่วมกับมีเลือดออก มีฟันหน้าสบไขว้ ฟันหลังสบไขว้ ฟันหน้าสบลึก และมีฟันซ้อนเก สรุป: พบมีค่าเฉลี่ยผุ ถอน อุด และร้อยละของนักเรียนที่มีเหงือกอักเสบเลือดออกมีค่าสูงในเด็กนักเรียนที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ การกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของสุขภาพช่องปากและให้ความรู้ด้านทันตสุขศึกษาแก่เด็กนักเรียนและผู้ปกครองอาจส่งผลต่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดีได้ต่อไป

Krittiya Singhanoy, Patcha Srisumetechai, Marisa Permpoonthanalap, Atchara Singkam, Pornsuda Norchai, Anuphan Sittichokechaiwut.

Objectives: Cleft lip and cleft palate patients must receive special treatments since newborn to adult. Physicians and patient’s parents (care takers) play the important role in patient’s quality of life. The aim of this study is to develop an instant media, Box of Love, and mobile application for supporting patients, care takers and medical team.

Methodology: The fact sheet of knowledge was reviewed and approved by staffs together with care takers. The media was designed in the box form in which essential information, treatment timeline and appointment guideline. Then the Box of Love was developed in to mobile application form. The cognitive health of care takers was compared after using conventional educational method by a nurse or using the Box of Love. The pre-test and post-test for their knowledge in both groups were tested and satisfaction of both methods was evaluated.

Results: The results showed no significant differences of tests between groups. However, the data showed that the Box of Love can help the care takers to maintain their knowledge longer than that in the conventional method. The results of the satisfaction survey were found that the care takers who received the knowledge from instant media and mobile application have more satisfaction than that from conventional education in both content and format.

Conclusions: The design of our instant media and the interaction of users to the media play an important role in promoting the care takers to maintain longer knowledge and to realize their long-term important duty for patient’s life in preferable way.

Raweewan Wongpetch DDS*, Montian Manosudprasit DDS, MDS, FRCDT*, Waranuch Pitiphat DDS, MPHM, MS, ScD (Epidemiology), FRCDT (Dental Public Health)**
*Department of Orthodontics, Faculty of Dentistry, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand, **Department of Community dentistry, Faculty of Dentistry, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand

Objective: To determine the dimensional changes of alveolar bone cleft and arch form after using Khon Kaen nasoalveolar device prior to surgical lip repair.

Materials and Methods: Pre-treatment and Post-treatment study models of 15 infants with unilateral completed cleft lip and palate treated with device were evaluated. Linear dimensions including cleft width, arch length, anterior arch width, posterior arch width, midline deviation, and arch circumference were recorded at the different stages using a digital vernier caliper. The data were compared with a paired-t test and assessed the examiner’s reliability by using intraclass correlation coefficients for measures.

Results: The width of the alveolar cleft, arch length, anterior arch width, midline deviation, and arch circumference showed a statistically significant decrease.

Conclusion: Nasoalveolar molding device was effective in reducing the severity of cleft deformity mainly at the anterior portion of the maxillary arch.

วรัญญา สร้อยหิน, ลำพึง เทียมวิสัย, ปัทมา สุริท, บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น

วัตถุประสงค์ : เพื่อกำหนดปัญหาทางคลินิกผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ของห้องผ่าตัด โรงพยาบาล ศรีนครินทร์

วิธีการศึกษา : การศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อกำหนดปัญหาทางคลินิก ของห้องผ่าตัด ในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ ซึ่งเป็นการศึกษาย่อยของการศึกษาในภาพรวม 9 หน่วยงานของงานบริการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เมื่อได้รับการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์เรียบร้อยแล้ว จึงได้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการกำหนดปัญหาทางคลินิกของ The Center for Advance Nursing Practice Model จากตัวกระตุ้น 4 ตัว ดังนี้ 1) ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 30 ชุด 2) ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 เรื่อง 3) สำรวจความคิดเห็นของพยาบาลต่อภาวะสุขภาพและผลกระทบต่อครอบครัวผู้ป่วยที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่จำนวน 10 ราย และ 4) สัมภาษณ์มารดาและครอบครัวเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของบุตรที่มีภาวะปากแหว่งเพดานเพดานโหว่จำนวน 10 ราย ใช้เวลาในการเก็บข้อมูล15-20 นาที/ราย เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเวลา 8 เดือน (มิถุนายน 58 – มกราคม 59) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติร้อยละข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยเชิงเนื้อหา (Content analysis)

ผลการศึกษา: ด้านข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ผู้ดูแล และพยาบาล พบว่า ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดซ่อมแซมปากแหว่ง และซ่อมแซมเพดานโหว่อย่างละ 4 รายเท่ากัน (40%) เป็นเพศชาย 6 ราย (60%) ผู้ดูแลเป็นเพศหญิงทั้ง 10 ราย (100%) อายุมากกว่า 50 ปีมากที่สุด 4 ราย (40%) อาชีพทำนาและเป็นแม่บ้านเท่ากันอย่างละ 3 ราย (30%) สำหรับพยาบาล มีอายุ 40-44 ปี มากที่สุด จบระดับปริญญาตรีมากที่สุด 9 ราย (90%) และปฏิบัติงาน1-5 ปี และมากกว่า 5 ปีเท่ากันอย่างละ 5 ราย (50%)

  • ด้านการสำรวจความคิดเห็นของพยาบาลการ พบว่า ผู้ดูแลวิตกกังวล ผู้ป่วยร้องไห้เพราะความหิว มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะเข้ารับการผ่าตัด เช่น อุณหภูมิกายต่ำ แผลกดทับจากการจัดท่าผ่าตัด การมีเลือดออกหลังผ่าตัด ต้องกลับไปผ่าตัดซ้ำเพื่อหยุดเลือด สิ่งตกค้างในแผลผ่าตัด แผลติดเชื้อ
  • ด้านการสัมภาษณ์ผู้ดูแล/มารดาต่อภาวะสุขภาพของผู้ป่วย พบว่า ผู้ดูแลวิตกกังวลเกี่ยวกับการให้ยาระงับความรู้สึก การแยกของแผล แผลติดเชื้อ และค่าใช้จ่ายขณะมารับการผ่าตัด ส่วนผู้ป่วยจะกลัวการพลัดพรากและหิวเนื่องจากการงดอาหารและน้ำ
  • ด้านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีปัญหาคือ ความวิตกกังวลของผู้ดูแล การเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด ได้แก่ อุณหภูมิกายต่ำ, แผลกดทับจากการจัดท่าผ่าตัด, การมีเลือดออกหลังผ่าตัด ต้องกลับไปผ่าตัดซ้ำเพื่อหยุดเลือด , สิ่งตกค้างในแผลผ่าตัด การติดเชื้อแผลผ่าตัด ความไม่พร้อมของทีมผ่าตัด และการพลัดตก หกล้มขณะเคลื่อนย้าย และอยู่บนเตียงผ่าตัด

Benjamas Prathanee PhD, Tawitree Pumnum BSc., Cholada Seepuaham BSc., Pechcharat Jaiyong BSc.
Department of Otorhinolaryngology, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand

Background: Transition phase from the pre-school to early school is period for the development of cognitive skills and critical adaptation to others for living in society. Investigation of speech outcomes in children with clefts aged 4-8 years is critical concern for further management and clinical outcome improvement to support adaptation in school.

Objective: To investigate 5-year speech outcomes in children with cleft lip/palate (CLP). Materials and methods: Thirty-eight children with cleft palate aged 4-7years and 8 months were recruited for this study. Speech abilities including articulation, resonance, voice, and intelligibility were assessed based on Thai Universal Parameters of Speech Outcomes. Language ability was assessed by the Language Screening Test. Results: The findings revealed that children with clefts had speech and language delay, abnormal understandability, resonance abnormality, and voice disturbance; articulation defects that were 7.89 (95 % CI = 1.65- 21.38); 52.63 (95 % CI = 36.00-69.26); 36.84 (95 % CI = 20.77-52.92); 31.58 (95 % CI = 16.10-47.06); 97.37 (95 % CI = 86.19-99.93). Conclusions: Articulation error was the most common speech and language defect in children with clefts, followed by abnormal understandability, resonance abnormality, and voice disturbance. These should be of critical concern. Protocol reviewing and early intervention programs are needed for improved speech outcomes.

Keywords: Cleft palate, speech, language, articulation, resonance.

ศ.นพ. บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น, รศ.ดร. เบญจมาศ พระธานี, รศ.พญ. นิรมล พัจนสุนทร, ผศ.ดร.ขนิษฐา วรธงชัย, ผศ.ทพ.พูนศักดิ์ ภิเศก, นางสุธีรา ประดับวงษ์
ศูนย์วิจัยผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการพระราชทานตะวันฉาย (ศูนย์ตะวันฉาย)

ความสำคัญของปัญหา: ภาวะความพิการปากแหว่งเพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของของศีรษะและใบหน้า เป็นความพิการแต่กำเนิดที่พบมากและเป็นปัญหาสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพบอุบัติการณ์ ๒.๔๙ รายต่อเด็กแรกเกิด ๑,๐๐๐ ราย ซึ่งสูงที่สุดในโลก เป้าหมายการดูแลคือ การเข้าถึงการดูแลที่ครอบคลุมโดยทีมสหวิทยาการแบบองค์รวม ที่มีแนวทางและสามารถประเมินผลลัพธ์ในช่วงอายุที่สำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความสมบูรณ์ที่ใกล้เคียงเด็กปกติ และดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าอยู่ในสังคม

ความท้าทายที่พบจากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้มานานกว่า ๒๕ ปี คือ สาเหตุของการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ฯ การป้องกัน และการเข้าถึงศูนย์การดูแลและการฟื้นฟูสภาพอย่างต่อเนื่องที่ครอบคลุมปัญหาที่สำคัญ และการพัฒนารูปแบบการดูแลที่เชื่อมโยงศูนย์การดูแลและระบบสาธารณสุข มูลนิธิตะวันฉายได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำโครงการพัฒนารูปแบบการบริการที่สมบูรณ์แบบเพื่อการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ฯ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ระยะเวลา ๓ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๖-๒๕๕๘ ครอบคลุมทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และขยายไปสู่ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

วัตถุประสงค์:

  1. เพื่อบูรณาการและเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์ตะวันฉาย ในการจัดการระบบการดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์แบบของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ฯ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  2. เพื่อให้เกิดต้นแบบการบริหารจัดการระบบการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ฯ โดยชุมชนเป็นพื้นฐานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ที่มีการขยายผลครอบคลุมทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา เศรษฐานะ สภาวะจิตวิทยาสังคม และการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่ต้นแบบที่ประยุกต์ใช้ในเขตพื้นที่อื่นๆและทุกภาคส่วน
  3. เพื่อขยายผลของการดูแลสุขภาพ บูรณาการสู่การจัดการศึกษาและการวิจัยในรูปแบบเกลียวสามของศูนย์ตะวันฉาย (Tawanchai-Triple Helix) เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยและสังคม
  4. วิธีการ: ใช้รูปแบบ WHO Community-based rehabilitation (CBR) Guideline โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

    ปีที่ ๑: พัฒนาแนวทางการดูแลที่สมบูรณ์แบบ โดยใช้กรอบ WHO ที่เป็นมาตรฐานสากลและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาออกแบบร่วมกับความจำเป็นและความคาดหวังของผู้ป่วยและครอบครัว และระบบสาธารณสุขในแต่ละเขตพื้นที่ของประเทศไทย

    ปีที่ ๒: นำแนวทางไปปฏิบัติ เน้นให้เกิดต้นแบบการจัดการการดูแลทีมสหวิทยาการของศูนย์การดูแล ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆในจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต ๗ ครอบคลุม ๔ จังหวัด คือ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม (ร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์)

    ปีที่ ๓: ประเมินและทบทวนผลการดำเนินงาน และปรับรูปแบบให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น ติดตามผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญและขยายรูปแบบการดูแลไปทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคอื่นของประเทศไทย และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region; GMS)

    ผลการศึกษา: ปีที่ ๑: จัดทำแนวทางการรักษา และผลลัพธ์การรักษาในแต่ละช่วงอายุที่สำคัญของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า โดยความร่วมมือของทีมสหวิทยาการ ทีมสาธารณสุข ผู้บริหารสาธารณสุข โรงเรียน องค์กรท้องถิ่น และครอบครัวผู้ป่วย จัดทำคู่มือต่างๆ ระบบการส่งต่อ ระบบลงทะเบียนออนไลน์ (ESARnISC) และสารสนเทศการติดตามและประเมินผู้ป่วย

    ปีที่ ๒: นำแนวทางการรักษา ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ระบบลงทะเบียนออนไลน์ สารสนเทศการติดตามและประเมินผู้ป่วย ไปใช้เพื่อให้การลงทะเบียนออนไลน์ครบถ้วน และเป็นฐานข้อมูลที่เป็นต้นแบบให้แก่เขตอื่นๆ ได้ความพึงพอใจร้อยละ ๙๗ สร้างแนวทางการรักษาในแต่ละช่วงอายุและผลลัพธ์ที่เป็น THAICLEFT ๕, ๑๐ และ ๑๙ ปี

    ปีที่ ๓: ประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกที่ครอบคลุมด้านรูปร่างภาพลักษณ์ของใบหน้า Nasolabial score, Craniofacial esthetic outcome, ด้านหน้าที่การทำงาน เช่น Speech function, Dental condition, Hearing function, การเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ONF, VPI, Maxillary retrusion, ด้านจิตวิทยาและสังคม เช่น ความพึงพอใจ, QOL และการด้านการเจริญเติบโตที่เหมาะสมกับช่วงอายุของแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ทางคลินิกเหล่านี้ได้ถูกนำไปเทียบเคียงกับมาตรฐานนานาชาติ เช่น Eurocleft และผลลัพธ์ที่ดีตามวารสารวิจัยต่างๆ และในปีที่ ๓ นี้ ศูนย์ตะวันฉาย ยังได้มีการนำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์

    สรุป: จากผลการดำเนินงานของศูนย์ตะวันฉาย ได้ก่อให้เกิดรูปแบบในการจัดการระบบดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์แบบของศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ฯ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) และมาตรฐาน WHO ตามรูปแบบเกลียวสาม ของศูนย์ตะวันฉาย (Tawanchai-Triple Helix) ครอบคลุมทั้งด้านการดูแลผู้ป่วย การเรียนการสอน การวิจัย และความรับผิดชอบต่อสังคม เกิด THAICLEFT ๕, ๑๐ และ ๑๙ ปี ของศูนย์ตะวันฉายที่สามารถเทียบเคียงมาตรฐานที่ดีที่สุดของนานาชาติ ซึ่งรูปแบบนี้ยังได้มีการขยายผลไปยังการดูแลผู้ป่วยในประเทศ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ด้วย

Umaporn Waipreechee, Thongchai Nuntanaranont, Prisana Pripatnanont, Wipapun Ritthagol

Objective: To evaluate the clinical results and bone graft volume after alveolar bone grafting with PRF in cleft alveolus

Materials and Methods: The present study was conducted at the Dental Hospital, Prince of Songkla University. Patients with unilateral alveolar cleft, in the age of 12-27 years old, were enrolled in this prospective clinical study. The patients were randomly divided by simple random allocation into two groups. In control group, the alveolar cleft site was grafted with cancellous bone, harvested from anterior iliac crest. In experimental group, PRF membrane and liquid PRF prepared from 40 ml autologous peripheral blood were combined to the grafting material. Clinical examination and evaluation of bone graft quantity using CBCT was performed to determine the volumetric change after grafting at immediately and 6 months interval postoperative respectively.

Results: The postoperative clinical phase were uneventful, no significant graft site infection in both groups. The volumetric change of bone graft quantity in experimental group were less than control group.

Conclusion: Autogenous cancellous bone with PRF membrane and liquid PRF is a alternative technique for alveolar bone grafting of cleft patients with less resorption of the grafting material.